เรื่อง มือปืนดาว/พระ/เสาร์ ภาคต่อ3

ให้สุดทาง ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ในหนังไทยช่วงยุคหลังนี้ นั่นทำให้แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ “แซ่บ”เหมือนหนังยุคแรกๆ ของเขาแต่ก็ถือว่าเป็นหนังในหนังที่ดีที่สุดของเขาในช่วงหลังนับตั้งแต่บุปผาราตรีเป็นต้นมาหากว่าเราจะถือว่ามือปืนดาวพระเสาร์เป็นภาคต่อของ “มือปืนโลก/พระ/จัน” หนังเรื่องแรกของยุทธเลิศแล้ว คงต้องบอกว่าภาคต่อตอนนี้ไม่ได้เป็นการกลับไปหารากเหง้าดั้งเดิมของเขา แต่เหมือนเป็นการเอารากฐานความสำเร็จเดิมๆ มาแผ้วถางทางใหม่ให้เขามากกว่า แต่ถึงกระนั้น เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในหนังของยุทธเลิศยังคงอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายุทธเลิศถือเป็นผู้กำกับหนังที่มีลายเซ็นชัดเจนมากคนหนึ่ง และเอกลักษณ์ที่เราสามารถพบได้ในหนังของเขาคือ “ความสนุกบนความลักลั่นไม่พอดีของหนัง” ประหนึ่งเพลงแจ๊สที่อาศัยการอิมโพรไวส์มากกว่าเพลงคลาสสิคที่มีการจัดวางองค์ประกอบไว้ชัดเจน หากโลกนี้มีผู้กำกับอย่างยาสึจิโร่ โอสุหรือสแตนลีย์ คิวบริกที่องค์ประกอบทุกอย่างในหนังต้องถูกเซ็ทขึ้นมาอย่างพอดีเป๊ะๆ ในขณะเดียวกันก็มีผู้กำกับอีกขั้วนึงอย่างพจน์ อานนท์หรือยุทธเลิศ สิปปภาคที่ทำหนังแบบใส่ทุกอย่างที่คิดว่ามันลงมาโดยไม่คำนึงถึงความพอดีหรือความบริบูรณ์แบบ จนอาจทำให้คนที่รักในหนังดีแบบมาตรฐานทั่วไปเกิดความไม่สบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หนังของเขามีชีวิตชีวาถึงขีดสุด หนังเกือบทุกเรื่องของเขามีการเสียดสีสภาพการณ์บ้านเมืองในช่วงที่หนังมีการสร้างจนทำให้หนังยุทธเลิศมีสถานะเป็นเหมือนจดหมายเหตุเมืองไทยในช่วงนั้นอยู่กลายๆ (เหมือนที่หนังบุปผาราตรีเคยเสียดสี “นักเขียนฉลาดและแฟนของเขา” หรือโกยเถอะเกย์ที่เสียดสีเรื่อง “กู้ชาติ” มาแล้ว)เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยสิ่งผิดฝาผิดตัว ทั้งใจความสำคัญที่ขนานกันไปตลอดเรื่องอย่างความเป็นชาย – ประชาธิปไตย (นกเขาไม่ขัน-ประชาธิปไตยไม่แข็ง?) การให้เสียงพากย์โดยพันธมิตร การตั้งชื่อตอนแบบงงๆ เหมือนไม่อยากให้ใครจำได้ ซึ่งการอิมโพรไวส์พวกนี้ มีความเสี่ยงต่อการทำให้หนังออกมาเลอะเทอะได้ แบบที่

xXx: Return of Xander Cage – “ทลายแผนยึดโลก” (2017)

แอคชั่นผาดโผน ดุดัน เวอร์วังโคตรๆ แต่มันส์!

 ‘xXx’ (2002) ถือเป็นหนังแอคชั่นสายลับพิทักษ์โลกที่ประสบความสำเร็จเรื่องหนึ่งในปีที่ออกฉาย รวมทั้งเป็น 1 ในหนังของ Vin Diesel ในช่วงที่กำลังเริ่มมีชื่อโด่งดังจาก Pitch Black และ The Fast and the Furious มาสดๆร้อนๆ  (ซึ่งทั้งหนัง Riddick และ Dominic Toretto เองก็มีภาคต่อที่ทยอยสร้างออกมาหลังจากนั้นหลายภาค) แม้หนังภาคต่อมาอย่าง ‘xXx: State of the Union’ (2005) ที่เปลี่ยนดารานำมาเป็น Ice Cube จะล้มเหลวในแง่รายได้ แต่โปรเจคหนังสายลับรหัส xXx ยังไม่ขอตายง่ายๆ เพราะปี 2017 นี้ Vin Diesel ก็ขอกลับมาปลุกผีแฟรนไชส์นี้ขึ้นมาอีกรอบกับภาคต่อที่ 3 ในชื่อ “xXx: Return of Xander Cage” โดยที่เจ้าตัวขอกลับมารับบทนำเอง ควบตำแหน่งอวยการสร้าง

“xXx: Return of Xander Cage” ได้ D.J. Caruso มารับหน้าที่กำกับ ซึ่งพี่แกเป็นผู้กำกับที่ความสามารถวางใจได้ในระดับหนึ่งเลย ยกตัวอย่างผลงานระยะหลังๆทั้ง Disturbia, Eagle Eye หรือหนังวัยรุ่น I Am Number Four ส่วนการมาคุมงาน xXx ภาคนี้ก็ถือว่าพี่แกรู้ว่าจุดขายของหนังเรื่องนี้คือฉากแอคชั่นผาดโผนและพี่แกก็หยิบเอาฉากแอคชั่นต่างมานำเสนอได้หวือหวามาก จนมันเป็นภาคต่อที่อัดแน่นด้วยฉากแอคชั่นที่เท่ ฉับไว บ้าพลังและแน่ๆว่าแทบทุกฉากล้วนโม้เวอร์วังอลังการ จนบางฉากเชื่อว่าผู้ชมต้องร้องอุทานในใจว่า ‘เฮ้ย เอางี้เลยหรอว่ะ!’ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแง่ความหรรษา หนังตอบโจทย์คอหนังแอคชั่นได้ชนิดจัดหนักชุดใหญ่ไฟกระพริบอย่างแน่ๆ

พูดกันถึงฉากแอคชั่นในหนัง xXx ภาคแรกที่ทำให้มันดูโดดเด่นในตัวก็คือการผสมกีฬาเอ็กซ์ตรีมลงไปจนทำให้ภาพที่ออกมาหวือหวาขึ้น ยกตัวอย่างที่ชัดๆเลยก็คือฉากไล่ล่าในค่ายกลุ่มพ่อค้ายาในหนังภาคแรกที่เราจะได้เห็นตัวละคร Xander Cage ซิ่งมอเตอร์ไซค์ผาดโผดหนีตาย หนีระเบิดไปทั่วไร่และฉากสกีหนีทัพหิมะที่กำลังถล่มจากภูเขา ส่วนหนังภาค 2 ก็ยังมีฉากสไตล์นี้ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งในหนังภาคต่อที่ 3 นี้ฉากแอคชั่นในสไตร์เอ็กซ์ตรีมเหล่านั้นก็กลับมาให้เราได้ชมกันอีกทีกับการสร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยเฉพาะฉากไล่ล่าด้วยมอเตอร์ไซค์ที่ไปจบกันบนสมุทรนี่แบบว่าสุดโต่งกันไปเลย ส่วนฉากแอคชั่นที่ส่วนตัวมองว่าทำออกมาได้ดีที่สุดของเรื่องก็คือฉากการเผชิญหน้าระหว่าง Vin Diesel และ Donnie Yen บนท้องถนนที่ออกแบบมาได้บ้ามากๆ (นี่คือคำชม!) วิ่งซัดกันไป รถชนกันไป ระห่ำกันสุดๆ หนังมีหลายๆช่วงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดู Fast and Furious อยู่ก็ไม่ปาน เพราะความเวอร์ ความไม่สนกฎโลก ไม่สนหลักฟิสิกส์ใดๆทั้งสิ้น แต่ขอเอามันส์ เอาความบ้าลูกเดียว

ด้านเนื้อหาหนังก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับ 2 ภาคแรกคือง่ายๆตรงๆ วายร้ายมีแผนใหญ่ ฮีโร่จึงต้องกลับมาทำภารกิจ ส่วนเรื่องความข้องเกี่ยวตัวละครต่างๆนั้นก็อยู่ในระดับฉาบฉวย แต่ก็ยังอดขัดใจไม่ได้กับตัวละครบางรายที่ถูกใส่เผ่านาแต่ไม่ส่งผลต่อเนื้อหาเท่าไหร่ เช่น ตัวละคร Nicks ที่ดูไม่กับภารกิจที่ตัวเอกต้องทำเลย ส่วนตัวละคร Tennyson แม้จะมีฉากโชว์ลูกบ้าอยู่บ้าง แต่ฉากพี่แกในช่วงท้ายในโกดังก็ดูเป็นตัวละครที่สิ้นคิดไปนิดจนชวนหงุดหงิด

ด้านดาราหนัง นอกจาก Vin Diesel แล้ว หนังยังรวมเอาดาวดังมาขึ้นจอกันเพียบ เริ่มจาก Donnie Yen กับบทตัวละครที่แสบและเท่มากๆ ส่วนตัวมองว่าบทตัวละครนี้ของพี่แกดูเด่นที่สุด รองจากเฮีย Vin เลย แถมยังเป็นการได้โชว์ทักษะของพี่แกที่หลากหลายทั้งลีลายิงปืน ลีลารัวหมัด รวมทั้งแอคชั่นผาดโผน แม้จะคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้า Jet Lee ซึ่งเป็นตัวเลือกแรกในบท Xiang ได้บทนี้ไป มันจะออกมาเป็นยังไง และก็คิดต่อว่าบทนี้เป็น Donnie Yen อย่างงี้น่าจะดีที่สุดแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นที่ฉับไว รวดเร็ว ซึ่งลุง Jet Lee ด้วยสภาพร่างกายและวัย อาจจะไม่ฟิตพร้อมพอที่จะดุดันขนาดนั้น ต่อมาที่ Tony Jaa ที่ยังคงรับบทตัวละครเหมือนตัวละครในหนัง Fast 7 แต่มีฉากที่ปรากฏตัวบนจอมากขึ้น เด่นขึ้น แม้จะดีใจที่พี่แกไปยืนบู๊ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แต่ในแง่ฉากแอคชั่นของแก กลับความรู้สึกว่ามันยังแนวเหมือนเดิมๆที่เคยเห็น จึงไม่ค่อยสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่เท่าไหร่ ฝั่ง Ruby Rose รายนี้กำลังรุ่งสุดๆ (หลังจาก xXx คุณก็มีงานใหญ่ที่จ่อคิวฉายอีกหลายเรื่องทั้ง Resident Evil: The Final Chapter, John Wick: Chapter 2 และที่พึ่งจะเปิดกล้อง Pitch Perfect 3) ก็รับบทสาวแสบได้โอเค  Deepika Padukone รายนี้ก็สวยคม ด้าน Nina Dobrev ก็ไหลไปกับบทสาวไอทีจ่อไม่หยุดได้น่ารักดี ปิดท้ายที่ Kris Wu ที่บทเยอะเหมือนกัน แต่ส่วนตัวมองว่าบทตัวละครนี้ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นหรือสำคัญเท่าไหร่เลย

การที่หนังเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นเท่ๆ ทำให้หนังยังคงเต็มไปด้วยซาวด์เพลงประกอบมันส์ๆที่ดังขึ้นแทบจะตลอดเวลา หรือ หากจะบอกว่าฉากเปิดตัวบรรดาตัวละครทั้งหมดมาพร้อมกับเพลงเปิดตัวก็คงว่าได้ หนังมีดาราหนังโผล่มาเซอร์ไพรส์ด้วยในช่วงท้าย ซึ่งไอ้ฉากเปิดตัวพี่แก พร้อมเพลงประกอบเพลงนั้นมันก็ชวนร้อง ‘เชดดดดดดดดด’ ซะจริงๆ

Mean Girls (2004)

Mean Girls (2004) – ยินดีต้อนรับสู่เกิร์ลเวิร์ล
–    สลับมาดูหนังวัยรุ่น ๆ ตลก ๆ กันบ้าง ด้วยความที่หน้าปกมันสวยดี และชื่อหนังมันดูเหมือนซีรี่ยส์ฝรั่งสนุก ๆ เรื่องหนึ่ง เลยลองหยิบมาดูสักครั้ง
–    หนังเล่าถึง “เคดี้” สาววัย 16 ซึ่งเพิ่งจะย้ายมาจากแอฟริกา ซึ่งเรียนโฮมสคูลมาโดยตลอด ไม่เคยเรียนในโรงเรียนเลยสักครั้งในชีวิต แต่วันนี้เป็นวันแรกสำหรับชีวิตในโรงเรียนของคุณ และทำให้คุณพบกับชีวิตของเหล่าเดอะพลาสติกส์ และความร้ายกาจของเหล่าหญิงสาวที่เผ่านาในชีวิตของคุณ
–    บท – ดูเผิน ๆ แล้ว หนังวัยรุ่นแนว ๆ นี้จะเป็นหนังวัยทีน มีรักกุ๊กกิ๊ก ๆ ใส ๆ มุ้งมิ้ง ๆ แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียดสีความเป็นผู้หญิงมาก ไม่ได้ใส แต่จะเป็นการเล่าด้านร้าย ๆ ของผู้หญิง ซึ่งคอยเอาตลกมาแทรกเป็นระยะ ๆ เหมือนจะพยายามให้ความร้ายนั่นดูผ่อนลง แต่ในความรู้สึกลึก ๆ มันก็แอบขำไม่ออก เพราะว่ามันดูจริงซะเหลือเกิน เหมือนกับกินของเผ็ดแล้วตามด้วยน้ำร้อน เพื่อให้ให้หายเผ็ดอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างน้ำยังอยู่ในปาก ก็แฝงไปด้วยความเผ็ดอย่างร้ายแรง หนังที่ค่อย ๆ เล่า และค่อย ๆ เปิดความร้ายออกมาเป็นระยะ ๆ ผสมกับสภาวะต่าง ๆ นา ๆ ทำให้หนังเรื่องนี้สนุกใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ได้มีแต่ความสนุกเพียงแค่นั้นยังได้ข้อคิดดี ๆ สะท้อนกลับมาอีกด้วย และจบได้ดีมากด้วย ผมชอบตอนนางเอกคิดเปรียบเทียบระหว่าง เกิร์ลเวิร์ล กับ โลกของสัตว์ มันดูเหมือนเปรียบโลกสวยกับโลกแห่งความจริงได้น่าสะพรึงมาก
–    ดารา – สำหรับตัว เคดี้ ซึ่งได้ ลินเซย์ โลฮาน มาเล่น ซึ่งคุณแสดงได้ดีมากจริง ๆ ช่วงแรก ๆ คุณดูใส ๆ ไม่รู้ตาสีตาสา แต่พอถึงช่วงหนึ่งของหนัง คุณสลัดมันออกไปได้เป็นคนละคนและน่าหลงใหลมาก ส่วนเรจิน่า ซึ่งแสดงโดย ราเช แมคอดัมส์ นั้น ก็แสดงได้ดีมากเช่นกัน เริ่ด เชิด ขี้วีน รวมความเป็นผู้หญิงร้าย ๆ ร้อยเล่มเกวียนไว้ในคนเดียว ส่วนคาเรน ที่แสดงโดย อแมนด้า เซย์เฟร็ด ในเรื่องนี้ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ผมว่าเกรทเชน ที่แสดงโดย เลซี่ แชมเบิร์ท ยังดูเด่นกว่าซะอีก แต่บทคุณก็ยังดูต๊อง ๆ น่ารักดี ไม่เคยเห็นอแมนด้าในมุมนี้มาก่อน
–    องค์ประกอบหนัง – เรื่องนี้ผมไม่ชอบอย่างนึงคือสีภาพในหนัง ผมว่าสีมันดูแสบตาไปนิดนึง เพราะด้วยความที่เป็นหนังของสาว ๆ มันเลยต้องดูไบร์ท สว่าง ๆ และรายล้อมไปด้วยสีชมพู ซึ่งผมว่ามันทำให้ปวดตาไปนิดหนึ่ง ส่วนมุมกล้องก็ปกติ ไม่ได้มีอะไรใหม่ ก็เหมือนหนังทั่ว ๆ ไปสำหรับเพลงประกอบเรื่องนี้ก็เป็นเพลงทั่วไป เพราะดี เหมาะกับเกิร์ลเวิร์ลของเรื่องนี้จริง ๆ
–    สรุป – หนังดูสนุกครับ แก้เบื่อแก้เซ็งได้ ได้อะไรให้คิดดีด้วย แต่ถ้าดูก็แนะนำให้ปรับความสว่างจอลงนิดนึงเพื่อให้ลดความปวดตานะครับ เพราะสีมันสบตาจริง ๆ 55555

HACKSAW RIDGE (2016): วีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์

Hacksaw Ridge เป็นภาพยนตร์สงครามชีวประวัติปี 2016 กำกับโดย Mel Gibson และเขียนโดย Andrew Knight และ Robert Schenkkan จากสารคดีเรื่อง The Conscientious Objector ในปี 2004 ภาพยนตร์เรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์สงครามโลกครั้งที่สองของเดสมอนด์ดอสส์นักต่อสู้เพื่อให้สันติชาวอเมริกันซึ่งในฐานะคริสเตียนมิชชั่นวันที่เจ็ดปฏิเสธที่จะพกพาหรือใช้อาวุธหรืออาวุธปืนทุกชนิด Doss เปลี่ยนเป็นผู้คัดค้านที่ขยันขันแข็งคนแรกที่ได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับการให้บริการที่เหนือกว่าการทำงานในระหว่างการรบที่โอกินาวา แอนดรูว์การ์ฟิลด์แสดงเป็น Doss ร่วมกับ Sam Worthington, Luke Bracey, Teresa Palmer, Hugo Weaving, Rachel Griffiths และ Vince Vaughn ในหน้าที่ส่งเสริม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาช่วงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 ทำรายได้ทั่วโลก 180.4 ล้านเหรียญสหรัฐและได้รับเสียงชื่นชมจากแนวทางของ Gibson และการแสดงของ Garfield ก็ได้รับคำชมอย่างน่าทึ่ง Hacksaw Ridge ได้รับเลือกจาก American Film Institute ให้เป็นหนึ่งในสิบชั้นแรกของภาพยนตร์แห่งปี [6] และได้รับรางวัลและการเสนอชื่ออย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 ครั้งในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 89 ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, ดาราหนังนำชายยอดเยี่ยมสำหรับการ์ฟิลด์และการตัดต่อเสียงยอดเยี่ยมได้รับรางวัลการผสมผสานเสียงยอดเยี่ยมและการตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม [7] [8] นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยมและดาราหนังนำชายยอดเยี่ยม, [9] และการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล AACTA อีก 12 รางวัลโดยได้รับรางวัลส่วนใหญ่ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับการแสดงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ดาราหนังนำชายยอดเยี่ยมสำหรับการ์ฟิลด์และดาราสมทบชายยอดเยี่ยม สำหรับการทอผ้า
ในชนบทของเมืองลินช์เบิร์กรัฐเวอร์จิเนียในปี ค.ศ. 1920 เด็กชายหนุ่มเดสมอนด์ดอสแทบจะฆ่าพี่ชายของเขาในระหว่างการพักอาศัย เหตุการณ์นั้นและการศึกษามิชชั่นวันที่เจ็ดของเขาช่วยเสริมความเชื่อของเดสมอนด์ในบัญญัติที่ว่า “เจ้าจะไม่ฆ่า” สิบห้าปีต่อมา Doss พาชายที่ได้รับบาดเจ็บไปโรงพยาบาลและพบกับนางพยาบาล Dorothy Schutte พวกเขาสร้างความโรแมนติกและ Doss บอกโดโรธีว่าเขาสนใจงานด้านการแพทย์

หลังจากการโจมตีของญี่ปุ่นที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ Doss จึงขอร่วมในทัพสหรัฐฯเพื่อให้ทำหน้าที่แพทย์ด้านการรบ ทอมพ่อของเขาซึ่งเป็นทหารผ่านศึกในสงครามรู้สึกเสียใจอย่างมากกับการตัดสินใจ ก่อนออกจากป้อมแจ็คสันเดสมอนด์ขอมือของโดโรธีแต่งงานและคุณก็ยอมรับ

Doss ถูกจัดให้อยู่ในการฝึกขั้นพื้นฐานภายใต้คำสั่งของ Sergeant Howell เขามีความถนัดทางร่างกาย แต่แปลงเป็นคนสำคัญในหมู่เพื่อให้นทหารเพราะปฏิเสธที่จะจับปืนไรเฟิลและฝึกซ้อมในวันเสาร์ Howell และ Captain Glover พยายามปลด Doss ด้วยเหตุผลทางจิตเวชภายใต้มาตรา 8 แต่ถูกลบล้างเนื่องจากว่าความเชื่อทางศาสนาของ Doss ไม่ถือเป็นการเจ็บป่วยทางจิต ต่อมาพวกเขาก็ทรมาน Doss ด้วยการทำให้เขาต้องตรากตรำทำงานหนักโดยตั้งอกตั้งใจที่จะให้ Doss ออกจากคำสัญญาของเขา แม้จะถูกเพื่อให้นทหารทุบตีในคืนหนึ่ง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะระบุตัวผู้โจมตีและยังคงฝึกต่อไป

หน่วยของ Doss ผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานจนเสร็จสิ้นและได้รับการปล่อยตัวในช่วงที่ Doss ตั้งมั่นจะแต่งงานกับ Dorothy แต่การที่เขาปฏิเสธที่จะพกพาอาวุธปืนทำให้ถูกจับกุมในข้อหาไม่เชื่อฟัง กัปตันโกลเวอร์และโดโรธีไปเยี่ยม Doss ในคุกและพยายามโน้มน้าวให้เขารับผิดเพื่อให้ที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ Doss ปฏิเสธที่จะประนีประนอมความเชื่อของเขา ที่ศาลทหารของเขา Doss ไม่ได้มีความผิด แต่ก่อนที่เขาจะถูกตัดสินพ่อของเขาได้ส่งจดหมายจากอดีตผู้บัญชาการของเขา (ปัจจุบันเป็นนายพลจัตวา) กล่าวว่าการสงบของลูกชายของเขาได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ข้อกล่าวหา Doss ถูกยกเลิกและเขากับโดโรธีแต่งงานกัน

หน่วยของ Doss ได้รับมอบหมายให้เป็นกองพลทหารราบที่ 77 และส่งไปที่โรงละครแปซิฟิก ในระหว่างการรบที่โอกินาวาหน่วยของ Doss ได้รับแจ้งว่าจะปลดประจำการกองพลทหารราบที่ 96 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขึ้นและรักษาความปลอดภัย Maeda Escarpment (“Hacksaw Ridge”) ระหว่างการต่อสู้นัดแรกด้วยความสูญเสียอย่างหนักทั้งสองข้าง Doss ช่วยชีวิตเพื่อให้นร่วมทีม Smitty ได้รับความเคารพ ขณะที่ชาวอเมริกันตั้งแคมป์ในคืนนี้ Doss เผยให้ Smitty คิดว่าเขาไม่ชอบถืออาวุธปืนมาจากการที่แทบจะยิงพ่อขี้เมาของเขาผู้ซึ่งขู่แม่ของเขาด้วยปืน Smitty ขอโทษที่สงสัยในความกล้าหาญของเขาและทั้งคู่ก็คืนดีกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นญี่ปุ่นเริ่มการตอบโต้ครั้งใหญ่และไล่ส่งชาวอเมริกันออกจากที่ดินสูงชัน Smitty ถูกฆ่าตายส่วน Howell และเพื่อให้นร่วมทีมหลายท่านของ Doss ได้รับบาดเจ็บในสนามรบ Doss ได้ยินเสียงร้องของทหารที่กำลังจะตายและกลับไปช่วยพวกเขาแบกผู้บาดเจ็บไปที่ขอบหน้าผาและดึงพวกเขาลงด้วยเชือกทุกครั้งที่อธิษฐานเพื่อให้ช่วยอีกหนึ่งคน การมาถึงของผู้บาดเจ็บหลายสิบคนที่สันนิษฐานว่าเสียชีวิตทำให้หน่วยที่เหลือล่างตกอกตกใจ เมื่อถึงวันหยุด Doss ช่วยชีวิต Howell และทั้งคู่หลบหนี Hacksaw ภายใต้การยิงของศัตรู

Captain Glover ขอโทษที่ยกเลิกความเชื่อของ Doss ว่าเป็น “ความขี้ขลาด” และบอกว่าพวกเขามีกำหนดที่จะยึดสันเขาในวันเสาร์ แต่จะไม่เปิดการโจมตีครั้งต่อไปหากไม่มีเขา Doss เห็นด้วย แต่การดำเนินการจะล่าช้าจนกว่าเขาจะจบคำอธิษฐานในวันสะบาโต ด้วยการเสริมกำลังพวกเขาเปลี่ยนกระแสการต่อสู้ ในการซุ่มโจมตีโดยทหารญี่ปุ่นที่แสร้งทำเป็นยอมจำนน Doss สามารถช่วย Glover และคนอื่น ๆ ได้โดยการเบี่ยงเบนระเบิดของศัตรู Doss ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดระเบิด แต่การต่อสู้ชนะ Doss ลงจากหน้าผาและกำพระคัมภีร์ที่โดโรธีมอบให้กับเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไปใช้ภาพถ่ายและภาพจริงที่แสดงให้คิดว่า Doss ได้รับเหรียญเกียรติยศจากประธานาธิบดี Harry S. Truman จากการช่วยเหลือทหาร 75 นายที่ Hacksaw Ridge Doss แต่งงานกับโดโรธีจนกระทั่งคุณเสียชีวิตในปี 1991 เขาเสียชีวิตในวันที่ 23 มีนาคม 2549 ตอนอายุ 87 ปี

No One Lives (โหด…ล่าเหี้ยม)

No One Lives เป็นภาพยนตร์สยองขวัญอเมริกันปี 2012 ที่กำกับโดย Ryuhei Kitamura นำแสดงโดยลุคอีแวนส์และแอดิเลดคลีเมนส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตประจำปี 2555 ตอนวันที่ 8 กันยายน 2555 และมีกำหนดฉายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 จำนวน จำกัด

ขณะเดินทางผ่านประเทศคู่สามีเมียเบ็ตตี้ (ลอร่าแรมซีย์) และชายที่ไม่ปรากฏชื่อซึ่งเรียกว่า “คนขับ” (ลุคอีแวนส์) พบกับแก๊งโจรที่นำโดยฮอค (ลีเทอร์เกเซน) ซึ่งเป็นอาชญากรโดยเฉพาะบุตรสาวของเขาแอมเบอร์ (ลินด์เซย์ชอว์) แฟนสาวทามาร่า (อเมริกาโอลิโว่) เดนนี่แฟนของแอมเบอร์ (โบแนปป์) และฟลินน์โรคจิต (Derek Magyar) ด้วยความสงสัยว่าทั้งคู่จะร่ำรวยและต้องการไถ่ตัวเองจากการปล้นที่เขาทำไม่สำเร็จฟลินน์จึงลักพาตัวและซักถามเกี่ยวกับการเข้าถึงเงินของพวกเขาโดยอีธาน (โบรดัสเคลย์) ในปั๊มน้ำมัน อย่างไรก็ตามเบ็ตตี้ฆ่าตัวตายด้วยการเชือดคอด้วยมีดที่อีธานคล้องคอของคุณซึ่งนำไปสู่การที่คนขับหลุดจากกุญแจมือและฆ่าอีธาน

ในขณะเดียวกันฟลินน์นำรถของคนขับไปยังที่ซ่อนของกลุ่มพบหญิงสาวในท้ายรถ แอมเบอร์รู้สึกตัวว่าหญิงสาวคนนี้คือเอ็มมาวอร์ด (แอดิเลดคลีเมนส์) ผู้สืบสกุลผู้ร่ำรวยที่หายตัวไปหลังจากเพื่อให้นของคุณ 14 คนถูกฆ่าในงานปาร์ตี้และชายที่ถูกลักพาตัวเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบในการฆ่าหมู่ แอมเบอร์พยายามที่จะใจดีกับเอ็มม่า; อย่างไรก็ตามเอ็มม่าบ้วนน้ำลายใส่หน้าคุณด้วยความโกรธ ตามคำสั่งของ Hoag เดนนี่และทามาร่ามุ่งหน้าไปที่ปั๊มน้ำมันเพื่อให้ติดต่อกับอีธานเพียงเพื่อให้ค้นหาร่างของเขาและเบ็ตตี้และคนขับที่หายไป พวกเขานำศพของอีธานกลับไปที่ซ่อนของพวกเขาและนำคนขับรถซึ่งซ่อนตัวอยู่ในร่างของอีธานพร้อมกับพวกเขาโดยไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ

คนขับรถเริ่มรังควานพวกโจรด้วยการทำลายรถตู้ของพวกเขาก่อนและจับ Hoag ซึ่งเขาฆ่าในเวลาต่อมาโดยทิ้งเขาลงในเครื่องบดเนื้อ ภายหลังที่ทั้งกลุ่มถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปเดนนี่ก็อาสาให้รถจี๊ปเก่าทำงานเพื่อให้ที่พวกเขาจะได้หลบหนี แม้ว่าเขาจะทำสำเร็จ แต่คนขับก็ผลักเขาเข้าไปในเครื่องยนต์ของรถที่เปิดอยู่ทำให้ใบหน้าของเขาแหลกเหลวอย่างร้ายแรง จากนั้นคนขับรถไล่ตามและรังควานแอมเบอร์ แต่ปล่อยให้คุณมีชีวิตอยู่เมื่อเขารู้ว่าสมาชิกแก๊งที่รอดชีวิตกำลังจะจากไป อย่างไรก็ตามฟลินน์ชนแอมเบอร์ด้วยรถจี๊ปโดยบังเอิญเมื่อคุณสะดุดลงบนถนน เอ็มม่าให้ความเห็นว่ามีเพียงคนเดียวที่ถูกฆ่าตายอย่างไร

หลังจากส่งเดนนี่ที่โรงพยาบาลฟลินน์ทามาร่าและเอ็มม่าก็มุ่งหน้าไปที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งเพื่อให้ค้างคืน เมื่อฟลินน์ใช้บัตรเครดิตของคนขับเพื่อให้ชำระค่าห้องเขาทำให้แฮร์ริสเจ้าของห้องเช่า (แกรี่กรับบ์ส) โทรแจ้งตำรวจโดยไม่ได้ตั้งมั่นเพราะคนขับเคยสำรวจตัวเองในห้องเช่าเดียวกันก่อนหน้านี้ในวันนั้น คนขับรถเองก็มาถึงโรงแรมและแทบจะบีบคอทามาร่าจนตายในห้องน้ำ แต่ก็หยุดเมื่อเขาได้ยินฟลินน์ยิงนายอำเภอสนองตอบต่อการโทรของแฮร์ริส ฟลินน์และเอ็มม่าพบว่าทามาร่าถูกตรึงด้วยม่านอาบน้ำดูเหมือนตายแล้ว ฟลินน์ยิงทามาร่าโดยไม่ได้ตั้งอกตั้งใจเมื่อคุณเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันซึ่งทำให้เอ็มม่าพยายามหลบหนี แม้ว่าฟลินน์จะหยุดคุณได้ แต่เขาก็ถูกคนขับวิ่งไปในรถตำรวจทันที เอ็มม่าพยายามยิงคนขับด้วยปืนที่คุณได้รับจากทามาร่า แต่กระสุนหมดและหนีเข้าไปในที่เก็บขยะใกล้ ๆ

เมื่อคนขับเผชิญหน้ากับเอ็มม่าคุณบอกว่าคุณวิ่งเสร็จแล้วและคุณก็ทุบเขาด้วยท่อโลหะจนกระทั่งฟลินน์ปรากฏตัวพร้อมปืนลูกซอง คนขับสังเกตเห็นอันตรายและโยนเอ็มม่าออกจากทางอันตรายหลังจากนั้นฟลินน์ก็ยิงคนขับเข้าที่หน้าอก คนขับรอดชีวิตเพราะเสื้อกั๊กเคฟลาร์และทั้งสองต่อสู้กันอย่างโหดเหี้ยม ในที่สุดฟลินน์ก็สามารถคว้าอาวุธของเขาได้ แต่เอ็มม่าล้มลงก่อนที่เขาจะยิงมัน คนขับบอกถึงความแปลกใจของเขาในเทิร์นนี้ แต่เอ็มม่าอธิบายว่าคุณต้องการเป็นคนที่ฆ่าเขาในที่สุดและจัดการเล็งปืนลูกซองใส่เขา จากนั้นคนขับขอให้คุณยิง อย่างไรก็ตามเพราะกระสุนใหม่ไม่ได้ถูกสูบเข้าไปในห้องปืนจึงไม่สามารถใช้งานได้ ประทับใจคนขับตัดอุปกรณ์ติดตามที่เขาวางไว้ในท้องออกและประกาศว่าคุณเป็นอิสระ จากนั้นเขาก็จบด้วยปืนลูกซองยิงไปที่ใบหน้าของฟลินน์และยิงแฮร์ริสเพราะรู้ชื่อจริงของเขา

วันรุ่งขึ้นคนขับรถฆาตกรรมเดนนี่บนเตียงในโรงพยาบาลด้วยคลิปบอร์ดขณะปลอมตัวเป็นหมอและพูดว่า “ไม่มีใครมีชีวิตอยู่” ซึ่งเป็นบทสนทนาบรรทัดสุดท้ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาสังเกตมองว่าเอ็มม่าถูกเข็นเข้าโรงพยาบาลด้วยเปลหาม เขาแตะแขนคุณก่อนจะจากไปในที่สุด

เรื่อง A Werewolf Boy (2012) ตอนที่2

ชอลซูถูกจับไปอาบน้ำอาบท่า ตัดผม ใส่เสื้อผ้าใหม่ รูปลักษณ์ภายนอกดูดีขึ้นละ แต่เมื่อสมาชิกใหม่มาร่วมโต๊ะอาหาร ความโกลาหลก็เกิด เพราะสัญชาติญาณการกินที่มูมมามน่ากลัว ความระแวงคนที่ทำให้ใครเข้าใกล้ไม่ได้ ซุนอีจึงคิดสอนเขาให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ ด้วยใช้ตำราฝึกเลี้ยงสุนัข จนสามารถสั่งให้ทำ สั่งให้หยุด และมีรางวัลลูบหัวชมเชยที่ถูกใจชอลซูอย่างมาก การใช้ชีวิตร่วมกันจึงเป็นได้ราบรื่นขึ้น ชอลซูเรียนรู้อะไรใหม่ๆอย่างมากจากซุนอี เชื่อฟังซุนอีทุกอย่าง สามารถวิ่งเล่นตามซุนอี ซุนจาและเด็กๆเพื่อให้นบ้านได้อย่างกลมกลืนสนุกสนาน
เวลาผ่านไป ซุนอีเพิ่มพูนความรักผูกพันกับชอลซู จนถึงขั้นไม่ยอมปล่อยชอลซูไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะห่วงกลัวจะไม่มีใครเข้าใจและเมตตาเขา ชอลซูจึงได้อยู่กับครอบครัวนี้ต่อไป ในขณะที่จีแทสะสมความไม่พอใจเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นคิดร้ายต่อชอลซู ชอลซูถูกกระตุ้นสัญชาติญาณดิบการต่อสู้เพื่อให้รอด เมื่อความโกรธพีคถึงจุด ชอลซูจะกลายร่างเป็น มนุษย์หมาป่า!! แต่ความดุร้ายนั้นจะพุ่งเป้าไปหาเฉพาะคนที่รังแกเขาเพียงแค่นั้นเหตุการณ์รังแกร่างกายกันจึงเป็นเรื่องถึงตำรวจ
ความซวยของเรื่องเกิดต่อมา เมื่อซุนอีผู้บอบบางเกิดเป็นลมขณะอยู่กับชอลซู ชอลซูตระหนกตกใจแบกคุณขึ้นหลังไปหาทุกคนที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่บังเอิญไม่มีใครอยู่สักคน จึงพาเข้าไปหลบไว้ในป่าลึก ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าชอลซูเกิดดุร้ายอีกที และจะรังควานซุนอี
ในขณะเดียวกัน ให้บังเอิญพบที่มาของชอลซูว่า เขาเป็นผลผลิตของแผนการวิจัยที่ทหารเคยลักลอบสร้างมนุษย์หมาป่าไว้ใช้ประโยชน์ในทางสงคราม นี่เอง เป็นที่มาว่า ชอลซูจึงแข็งแรงมาก สายตา จมูก หู ไวเยี่ยม คงสภาพไม่เสื่อมตามระยะเวลาด้วย
นายทหารและนักวิจัยเจ้าของโครงงานถูกตามกลับมา และได้ตัดสินใจร่วมกันว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าไม่ฆ่าก็ต้องขังชอลซูไว้ติดตามพฤติกรรมก่อนว่าจะเป็นอันตรายหรือเปล่า ซึ่งแนวโน้มก็คิดว่าชอลซูดูอ่อนโยนปลอดภัย มีแววเรียนรู้ได้ และปรับตัวอยู่ในสังคมได้ แต่สำหรับจีแทแล้ว ชอลซูเป็นเพียงแค่สัตว์แปลกที่ไม่ควรมาอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ หรือแย่งความรักความสนใจจากซุนอีไป เขาจึงมิรอช้า หลอกล่อชอลซูเข้าฉากป้ายสี ให้แปลงเป็นตัวอันตรายที่ต้องถูกกำจัดพ้นทางโดยไว (โอย! ยูยอนซอกเล่นเรื่องนี้ได้ร้ายชวนโดนถีบมาก และก็ชวนสงสัยว่า ถ้ายูรวยเท่ขนาดนี้ จะมาหลงรักสาวป่วยๆจนๆคนนี้ทำไม ห๊า!)

Rooftop Prince เรื่องย่อ ตอนที่ 12

แทยอง(ลีกัค) ได้รับโทรศัพท์จากซองมันโบ ในระหว่างจะเซ็นสัญญา เรื่องสินค้าตัวใหม่ เขารีบออกไปจากที่ประชุมทันทีโดยไม่ทันได้เซ็นสัญญา
แทยอง(ลีกัค) ช่วยเหลือปาร์คฮาออกมาจากโกดังที่กำลังไหม้ได้ทันเวลา ปาร์คฮาสลบไป ด้วยความรีบร้อนแทยอง(ลีกัค) ใช้ผ้าลายปักผืนนั้นชุบน้ำและปิดจมูกปาร์คฮาไว้
ตอนที่คุณกลับมาพักฟื้นที่บ้านเขาคอยดูแลและต้มยาหม้อให้คุณ คุณคืนผ้าลายปักให้ เขาทำหลุดมือ ผ้าปลิวมาปิดใบหน้าของคุณ

เซนาเห็นแทยอง(ลีกัค) รับโทรศัพท์จากซองมันโบแล้ววิ่งออกไป คุณลองโทรศัพท์หาซองมันโบ แต่ขณะนั้นที่โกดังกำลังวุ่นวาย เซนาฟังรู้เรื่องเพียง คำว่าปาร์คฮา คุณไปบอกคุณย่าว่าที่พลาดการเซ็นสัญญาคราวนี้เป็นเพราะปาร์คฮา
คุณย่าต่อว่าแทยอง(ลีกัค) และยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ไล่ปาร์คฮาออกไป เขาก็ต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน คุณย่าเปลี่ยนใจคิดที่จะไปพูดกับปาร์คฮาให้เข้าใจด้วยตัวเอง
ในเย็นวันนั้นทั้งห้าร่วมทานอาหารเย็นด้วยกันนอกบ้าน แทยอง(ลีกัค)และปาร์คฮากลับบ้านก่อนในขณะที่อีกสามชายหนุ่มจะไปดื่มเบียร์ต่อ ก่อนจะถืงบ้าน แทยอง(ลีกัค) เห็นคุณย่ามาดักรอที่หน้าบ้าน จึงบอกปาร์คฮาว่าคุณย่าโมโหมากและคุณไม่ควรจะพบคุณย่าเวลานี้
ทั้งสองไปนั่งคุยกันในสวน เขาถามว่าคุณจำสิ่งที่คุณพูดตอนเมาได้รึเปล่า ที่ว่าพวกเขาเป็นตัวซวย คุณแกล้งบอกว่าจำไม่ได้ เขาขอโทษที่ทำให้คุณเจอแต่เรื่องแย่ๆ คุณคิดว่าถ้าเขาหล่นลงในบ้านที่ดียิ่งกว่านี้ เขาคงจะสบายกว่านี้ เขาว่าสำหรับเขามันเป็นโชคดี แต่กลับทำให้คุณโชคร้าย

แทยอง(ลีกัค) ได้รับข้อความจากสามชายหนุ่มว่าคุณย่ากลับไปแล้ว แต่เขาอยากอยู่กับปาร์คฮาต่อ จึงบอกว่าคุณย่ายังไม่กลับ ทั้งคู่ไปร้านเนื้อย่าง พูดคุยเหน็บกันไปมา <ก็กุ๊กกิ๊กดีนะ^^>จนเขาหลุดปากออกไปเรื่องที่ต้องไปเต้นหาเงินช่วยคุณในชุดหมี แทยอง(ลีกัค)ได้รับข้อความอีก เขาก็โกหกปาร์คฮาไปอีกว่าคุณย่ายังไม่กลับ ทั้งคู่จึงไปนั่งเล่นที่ซาวน่า แทยอง(ลีกัค) เผลอหลับไป เขาฝันเห็นอดีต และบูยอง น้องสาวของพระชายา
ทั้งคู่กลับมาในตอนเช้า พบเซนารออยู่หน้าบ้านเพื่อให้ไปจัดการเกี่ยวกับงานหมั้น เซนาไม่ค่อยพอใจนักที่เห็นเขากลับมาพร้อมปาร์คฮา
ที่บริษัทมีประชุมใหญ่ เกี่ยวการเลือก CEO คนใหม่ เพราะยองแทยองพลาดการเซ็นสัญญาในคราวก่อน ผู้ตัดสินหลายท่านดูจะไม่ค่อยวางใจ พโยแทคซูพยายามแก้ตัวแทนว่าเขารีบไปช่วยชีวิตคนๆหนึ่ง คุณย่าให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย ในการเสนอสินค้าตัวใหม่ และคราวนี้ต้องแข่งขันกับแทมู
สามคนสนิทเห็นตรงกันว่าพวกเขาแพ้แทมูแน่ๆ แทยอง(ลีกัค) กล่าวว่า ยิ่งทุกคนเห็นพวกเขาไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ยิ่งดีแค่นั้นเขาจะปล่อยให้ทุกคนเชื่อแบบนั้น และนั่นจะเป็นโอกาสรุกของเขา

บังซูบองคอยสอดแนม (อยู่เสาด้านขวามือ)
แทมูให้ผู้จัดการโบซูบองคอยสอดแนมการทำงานของแทยอง(ลีกัค)และพวก พวกเขาทำเป็นเลือกสินค้าขึ้นมาชนิดหนึ่งและปล่อยข่าวลือไปว่าพวกเขาจริงจังกับมันมาก
เซนาความคิดว่ามีแทยอง(ลีกัค) ไม่ได้ให้ความสนใจคุณเท่าที่คนรักควรจะเป็น และคุณยังวิตกกังวลมากเกี่ยวกับปาร์คฮา คุณรู้สึกเหมือนกับว่าปาร์คฮาสามารถจะแย่งเอาบางสิ่งไปจากคุณได้ แทยอง(ลีกัค) แก้ต่างว่าปาร์คฮาไม่ใช่คนแบบนั้นคุณชอบให้ของคนอื่นๆ แต่ถ้าเป็นของคนอื่นคุณจะไม่นำมาเป็นของตัว เซนายิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีกเมื่อแทยอง(ลีกัค) เข้าข้างปาร์คฮา
แทยอง(ลีกัค)กลับถึงบ้านดาดฟ้า ปาร์คฮากำลังเก็บของเพื่อให้จะไปจากที่นี่ แทยอง(ลีกัค)พยายามพูดโน้มน้าวไม่ให้คุณไป คุณคิดจะเอาไฟเย็นอย่างมากที่เคยซื้อไว้เพื่อให้งานฉลอง ไปด้วย
มิมี่ เบคกี้ และอีกสามชายหนุ่มไปทานอาหารด้วยกัน พวกเขาพูดคุยเรื่องที่ปาร์คฮาคิดจะออกจากบ้านไป มิมี่กับเบคกี้เป็นกลุ้มใจมาก เพราะดูก็รู้ว่าสองคนนั้นมีใจให้กัน อีกสามชายหนุ่มก็รู้สึกแบบนั้นจึงวิตกกังวลไม่น้อย
มิมี่บอกปาร์คฮาว่ามีพี่น้องคนหนึ่งกำลังต้องการพนักงานแต่สถานที่ทำงานอยู่ไกลมาก มิมี่ไม่อยากให้คุณไป แต่ปาร์คฮาบอกว่าไกลถึงเกาะเชจู ถ้าเป็นงานที่ดีคุณก็จะไป
สามชายหนุ่มคนสนิทดำเนินตามแผน ด้วยการไปติดต่อบริษัทสินค้าเพื่อให้จะนำมาขาย แต่ด้วยการแทรกแซงของแทมู เขาติดต่อบริษัทไหนไม่ได้เลย พวกเขาท้อแท้มากแต่ก็ทำเหมือนต้องต่อสู้เพื่อให้ให้สำเร็จ
เซนามาหาปาร์คฮาเพื่อให้พูดจาแดกดันให้คุณรีบออกจากบ้านนี้ไป เซนากลับไปปาร์คฮากลับเข้าห้องเขียนจดหมายบางสิ่งบางอย่างและแอบไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ มิมี่เผ่านาหาคุณเพื่อให้บอกให้คุณรีบไปสัมภาษณ์งานที่มิมี่ติดต่อกับเครือญาติไว้ให้ ปาร์คฮารีบออกไปทันที
แทยอง(ลีกัค) แสร้งทำเป็นไปรอเพื่อให้พบเจ้าของโรงงานสินค้าแห่งหนึ่งจนเย็น
พ่อของแทมูพยายามให้แทมูตัดใจจากเซนาแต่เขายืนกรานจะให้เซนากลับมาหาเขาอีกรอบ พ่อจึงตัดสินใจบอกความจริงเรื่องแม่ของเซนา แทมูโมโหมากที่ถูกหลอก

แทยอง(ลีกัค) มาหาปาร์คฮาที่แผนกของคุณแต่พนักงานตรงนั้นบอกว่าคุณลาออกไปแล้ว เมื่อกลับมาที่บ้านภายในห้องของปาร์คฮาว่างเปล่า มือถือก็ปิด แทยอง(ลีกัค)พบจดหมายที่ปาร์คฮาแอบไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ เนื้อหาในนั้นบอกว่าคุณได้จากไปแล้ว

แทมูไปที่ตลาดเพื่อให้ไปดูว่าที่พ่อพูดเป็นเรื่องจริงไหม เขาพบแม่ค้าขายปลา เป็นคนเดียวกับแม่ของปาร์คฮา คุณจำเขาได้และเรียกให้เขาเข้าไปนั่งดื่มชาที่หลังร้าน เขาเห็นภาพครอบครัว ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และบุตรสาวสองคน คนหนึ่งคือเซนา อีกคนหนึ่ง คือปาร์คฮา ลูกติดมาจาก สามี แทมูจำได้ทันทีว่าชายในรูปนั้นคือ สามีของประธานจาง ดังนั้นบุตรสาวที่ประธานจางตามหาก็คือ…ปาร์คฮา..
แทมูคิดอะไรอะไรบางอย่างได้ เขานัดพบเซนา และบอกถึงแผนการ ทุกอย่างที่เป็นของประธานจางจำเป็นที่จะต้องกลายเป็นของบุตรสาว และถ้าบุตรสาวคนนั้นคือเซนา คุณและเขาร่วมมือกัน หุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทก็จะกลายเป็นของเซนาและแทมู แผนการนี้ทำให้เซนาคิดหนัก
แทยอง(ลีกัค) คิดว่าคราวนี้ปาร์คฮาจากไปแล้ว เขาเสียใจมาก จึงนั่งจุดไฟเย็นที่ปาร์คฮาไม่ได้เอาไปจนหมดกล่อง ด้วยความอาลัย จนกระทั่งเช้า เขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่หน้าบ้าน
ปาร์คฮากลับมาในตอนเช้า พบแทยอง(ลีกัค) นั่งเหม่อลอยอยู่ที่ตรงนั้น เขาแปลกใจมากที่คุณกลับมา
“เจ้าทิ้งจดหมายไว้ ติดต่อก็ไม่ได้ เจ้าจะทำให้ข้าหัวใจวายหรืออย่างไร” เขาโวยวายใส่คุณ “ตอนนี้ข้าได้เห็นหน้าเจ้า ข้าเข้าใจแล้ว…ข้า..ชอบเจ้า”

The Reader (2008) : อ่านเพื่อชีวิต

ดูหนังใหม่ออนไลน์ The Reader เป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันในปี 2008 เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างอื้อฉาวในยุคนั้น เพราะแม้จะมีความละเมียดละไมในการถ่ายทอด แต่ก็มีความสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม จุดแข็งของหนังอยู่ที่หัวข้ออันชวนค้นหาและท่าทีในการนำเสนอ ซึ่งไม่ได้พยายามยัดเยียด หรือมอบคำตอบสำเร็จรูป ตรงกันผ่าน มันต้องการกระตุ้นให้คนดูตั้งคำถามเสียมากกว่า มันเล่าถึงความรักที่เกิดขึ้นระหว่างสาววัย 36 อดีตผู้ปฏิบัติงานนาซี กับชายหนุ่มน้อยวัย 15 ทั้งยังพ่วงท้ายด้วยหัวข้อการเมืองกับจริยธรรมด้วยฉากการพิพากษาคดีค่ายกักกันในช่วงท้าย อันนำไปสู่บทสรุปที่น่าเศร้ากับหญิงตัวเอกของเรื่อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำมาเป็นแกนหลักของการตั้งชื่อเรื่องคือ “Reader” นั่นคือการวางเส้นเรื่องพื้นฐานอยู่บนความเกี่ยวเนื่องของเด็กชายหนุ่มกับผู้หญิงคนนี้ที่มีศูนย์กลางคือการอ่านหนังสือให้กันและนำเสนอเรื่องเซ็กส์เผ่านาเป็นองค์ประกอบเสริม ปมพวกนี้ฝังอยู่ในเรื่องตลอดสองชั่วโมง ซึ่งผู้เขียนจะขอแบ่งข้อความสำคัญออกเป็น 3 องค์

I. สัมพันธภาพอันทายท้า
หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ไมเคิล เด็กชายหนุ่มวัย 15 ขณะที่กำลังกลับบ้านเกิดป่วยเป็นไข้และได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาววัย 36 ปี ฮานา ชมิดท์ อดีตเจ้าหน้าที่ค่ายกักกันนาซี ผู้เป็นพนักงานเก็บเงินบนรถราง สิ่งนี้เป็นความประทับใจแรกที่เขามีต่อคุณ นับจากนั้นไมเคิลก็พยายามที่จะติดต่อฮานา ความประทับใจแรกที่ฝังลึกนำมาสู่การขับเคลื่อนเชิงอารมณ์และสัมพันธภาพอันท้าทายบรรทัดฐานทางจริยธรรม มันเริ่มขึ้นเมื่อฮานาที่อ่านหนังสือไม่ออกได้รู้ว่าไมเคิลเป็นเด็กนักเรียนที่ชอบอ่านหนังสือ เขาอ่านวรรณกรรมหลายประเภทตั้งแต่โอดีซซีไปจนถึงวรรณกรรมเด็ก ในเบื้องแรกความเกี่ยวข้องนี้จึงเกิดขึ้นในอาการของการแลกเปลี่ยน หรือ “ดีล” โดยไมเคิลจำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือให้ฮานาฟังในทุกๆ ครั้งที่พบกัน แล้วฮานาจะทดแทนด้วยความเกี่ยวเนื่องทางกายอันลึกซึ้ง ก่อนที่จะจางหายเป็นเพียงความทรงจำเมื่อฮานาได้เลื่อนตำแหน่งงานแต่หายตัวไปอย่างลึกลับ

ในส่วนของสัมพันธภาพนี้ ภาพยนตร์ได้ทำให้เราคิดว่ามันเป็นทั้งจุดกำเนิดและเป็นจุดจบที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจของคนทั้งคู่โดยเฉพาะไมเคิล สิ่งที่เขาได้รับในอดีตมันเกาะกิน ฝังลึก ลามเลียไปถึงชีวิตในอนาคตของไมเคิล แน่ๆมันมีมิติของความเกี่ยวข้องเชิงอำนาจผ่านการแลกเปลี่ยนต่อรอง การอ่านหนังสือของไมเคิลทำให้ฮานาได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ คุณจมดิ่งกับ “ตัวหนังสือ” จากปากไมเคิล และอาจกล่าวได้ว่าคุณไม่ได้จมกับตัวไมเคิลแม้แต่น้อย คุณยอมที่จะแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางสิ่งกับเขาเพื่อให้รับรู้เรื่องราวในตัวอักษรใหม่ๆ และในแง่มุมหนึ่งความเชื่อมโยงนี้ มันเป็นความลับที่กลับทิ้งความทรงจำไว้ในใจไมเคิลหลังจากฮานาจากไป ภาพยนตร์สร้างความเกี่ยวเนื่องนี้ให้ออกมาอิหลักอิเหลื่อ คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ทำให้เราเห็นภาพเทียบแย้งของความไร้เดียงสาของชายหนุ่มน้อย กับผลผลิตจากสงครามที่มีชีวิตอย่างฮานา ใจความสำคัญทางจิตใจที่หนังถ่ายทอดไล่เรียงไปตั้งแต่ความเปล่าดายภายในจิตใจจากบาดผลของสงครามที่ตลบอบอวลในความเชื่อมโยงของทั้งคู่ ความซาบซึ้งตราตรึงและความรู้สึกผิดบาปอันยังไม่แสดงที่มาในช่วงแรกของหนัง แต่มันถูกทำให้เข้มข้นเป็นอย่างมากผ่านตัวละครฮานาเอง และแน่ๆ เด็กชายหนุ่มคนนี้ที่เป็นเด็กในยุคหลังสงคราม (post-war) ก็รับเอาบาดแผลของสงครามเผ่านาอยู่ในตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมันส่งผลกับเขาตราบทั้งชีวิต

ภาพยนตร์เล่นกับผู้ชมในด้านความรู้สึกอย่างต่อเหตุเพราะความเกี่ยวเนื่องต้องห้ามข้างต้น บนศูนย์กลางความเชื่อมโยงที่เชื่อมร้อยกับวรรณกรรมอย่างมาก มาจนถึงช่วงวัยที่ไมเคิลเติบโตเป็นเด็กนักเรียนกฎหมาย และหนังพลิกหัวข้อจากการหมุนเวียนในความเกี่ยวพันและภาคแสดงของบาดแผลในสงครามของฮานา เปลี่ยนจากการใช้ไมเคิลเป็นศูนย์กลางของการแบกรับ มาเป็นบทของการพิพากษาฮานาในฐานะอาชญากรสงคราม การเจ็บปวดในปูมหลัง ความรู้สึกผิดบาปกับชะตากรรมที่เลือกไม่ได้แทน

II. พิพากษา : การตัดสินกับการทำวามรู้ความเข้าใจ
ในส่วนที่สองของหนัง ไมเคิลเป็นผู้เรียนกฎหมายไฟแรงที่วันหนึ่งต้องเข้าฟังการพิพากษาคดีอาชกรรมสงคราม สิ่งหนึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับเขา นั่นคือจำเลยของคดีนี้คือฮานาที่ถูกฟ้องคดีในฐานะคนคุมค่ายกักกัน อดีตที่ฝังใจถูกขุดขึ้นมา ประกอบกับการรับรู้ถึงอดีตที่ฮานามีมันยิ่งทำให้จิตใจเขาดำดิ่งลึกลงไป ไมเคิลเริ่มแยกไม่ออกระหว่างความรักที่เขายังติดตรึงในอดีตกับความชิงชังที่ฮานาก่อกับเหยื่อของสงคราม สิ่งนี้หลอกหลอนเขามาตลอด หนังทำให้เราเห็นความรู้สึกนี้ผ่านฉากที่ไมเคิลเข้าไปในค่ายกักกันเก่าและเห็นร่องรอยของความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้น แต่มันยังไม่หยุดแค่ความปวดร้าวจากความทรงจำ มันกลับเปลี่ยนเป็นกระบวนการอันต่อเนื่องที่ส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูอย่างมากยวด เพราะในส่วนนี้ของหนังได้ทิ้งปัญหาใหญ่ทางด้านศีลธรรมมาท้าทางคนดูในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือการตัดสินเรื่องราวต่างๆกับการทำวามรู้ความเข้าใจสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้ เราเห็นมันได้อย่างชัดเจนในฉากของการพิพากษาฮานาด้วยโทษฉกรรจ์

ในส่วนของการพิพากษา ฮานาถูกกล่าวหาในฐานของการปฏิบัติงานที่ส่งผลกระทบและคร่าชีวิตผู้คนอย่างมาก จากเหตุการณ์ที่โบสถ์ซึ่งใช้เป็นที่กักกันในวันที่ระเบิดลง ฮานาไม่ยอมเปิดประตูให้คนที่ถูกกักกันได้หนีรอดจากการระเบิด คุณให้การว่าหากเปิดประตูจะเกิดความโกลาหลวุ่นวายและส่งผลต่อความเป็นกฎระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน ฮานาในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงไม่ขัดขืนคำสั่ง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการปลูกฝังในการทำหน้าที่ หนังแสดงให้เห็นตั้งแต่ทีแรกว่าคุณเป็นคนแน่วแน่มั่นคงและตั้งมั่นทำงาน สิ่งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ฮันนาห์ อาเรนท์ ได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของอดอล์ฟ ไอค์มันน์ นายทหารนาซีระดับสูงที่ออกแบบค่ายกักกันชาวยิวในยุโรปตะวันออกและคิดแผนการฆ่าหมู่เพื่อให้แก้ “ปัญหาชาวยิว” ให้กับฮิตเลอร์ อาเรนท์กล่าวว่าสิ่งนี้คือ “ความดาดของความชั่วร้าย” (the banality of evil) สิ่งที่ฮันนาห์กล่าวถึงนั้นมาจากการศึกษาภูมิหลังของไอค์มันน์และปฏิกริยาที่เขามีต่อสิ่งที่เขาก่อ คุณสรุปว่าอาชญากรรมนั้นจะถูกยกเว้นเมื่อผู้ทำไม่ได้ตระหนักว่ามันเป็นอาชญากรรม อาเรนท์มองไอค์มันน์ในฐานะของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ต้องการหลักยึดและความมั่นคงในที่ปฏิบัติภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายด้วยความอาสา มองว่าเขาเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งของระบอบนาซี (cog in the machine) ที่ไม่ได้พิจารณาเหตุการณ์ในองค์รวมแต่กลับมองเพียงหน้าที่และภารกิจเฉพาะหน้าเพียงแค่นั้นคาบเกี่ยวถึงบริบทในตอนนั้นหลังสงครามคือการพยายามหยามเหยียดนาซีให้เปลี่ยนเป็นพวกผิดปกติ เลวร้าย หรือมีปัญหาทางจิต

ฮานาในเรื่องก็เช่นกัน คุณมีพื้นฐานที่เหมือนคลึงกับไอค์แมน เข้าเป็นเจ้าหน้าที่นาซีเพราะต้องการงาน ปฏิบัติงานค่ายกักกันในฐานะภารกิจหน้าที่ประจำ ฮานาเองในฐานะของเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติภารกิจอย่างถึงที่สุด คุณไม่ได้มีปัญหาทางจิตแต่สิ่งที่คุณทำก็เนื่องมาจากผลพวงของการเป็นเพียงเฟืองจักรตัวหนึ่งในเครื่องกลนาซีขนาดใหญ่ ในเรื่องสิ่งที่คุณถูกกล่าวหาและเป็นตัวชี้ชะตาของคุณไม่ได้มาจากใครอื่นนอกเหนือไปจากเพื่อให้นจำเลยด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อเรื่องการชอบเรียกเด็กในค่ายมาอ่านหนังสือให้ฟัง ไปจนถึงการกล่าวหาว่าคุณเป็นผู้เขียนรายงานการทรมานนักโทษ สิ่งนี้อยู่บนฐานของความลับในตัวคุณข้อหนึ่งคือฮานาไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ระหว่างการยอมเปิดเผยความลับส่วนตัว กับการถูกพิพาษาว่าทำผิดในข้อหาอาชญากรสงครามซึ่งต้องได้รับโทษติดคุกตลอดชีวิต ฮานาเลือกประการหลัง นั่นทำให้ไมเคิลได้ศึกษาและทำการค้นพบความจริงซึ่งเป็นความลับของคุณตลอดมา ทั้งยังเปิดให้เขาทำวามรู้ความเข้าใจเรื่องราวที่เป็นมาทั้งหมดตลอดจนสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าการหายตัวไปของฮานาจากชีวิตของเขาด้วย เราได้เห็นการตัดสินที่ง่ายดายของผู้คนจากคำบอกเล่าเพียงน้อยนิดความผิดของคุณนั้นดูคลับเหมือนว่าจะเหลือเพียงเพราะคุณเป็นนาซี แต่ทั้งนี้ก็ยังมีคนที่พยายามทำวามรู้ความเข้าใจสิ่งกลุ่มนี้ นั่นก็คือไมเคิล และชัดเจนว่าสังคมไม่ให้โอกาสให้ใครมอบโอกาสต่อให้คุณทั้งสิ้น

ในภาพยนตร์ มันเป็นการผิดถนัด ถ้าเราจะเห็นผู้เรียนกฎหมายไมเคิลลุกขึ้นมาปกป้องฮานา ชมิดช์จากการพิพากษาในคราวนี้ ไมเคิลที่กำลังสับสนงงงวยในจิตใจต้องเผชิญหน้าความท้าทายภายในที่ยากจะตัดสินใจ นอกจากเขาควรต้องแบกเอาความทรงจำในอดีตแล้ว

สุดท้ายฮานาถูกตัดสินให้รับโทษสูงสุดด้วยการติดตะรางตลอดชีวิตเพียงคนเดียว จากการปิดบังปมด้อยของตนเอง ในการพิพากษานั้น ฮานาย้อนถามสังคมว่า หากมาอยู่ในสภาวะเดียวกับคุณ พวกเขาจะทำอย่างไร ? คำถามนี้ยากจะตอบยิ่งนัก เพราะมันคือความเทียบแย้งของบรรทัดฐานสังคมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับบรรทัดฐานของกระแสสังคมในยุคนาซี

III. พันธนาการและการปลดปล่อย
ไมเคิลพบกับฮานาอีกทีหลังจากชีวิตครอบครัวของเขาล้มเหลว ในคราวนี้เขาเติบโตขึ้นมาสู่วัยผู้ใหญ่และฮานาก็ใช้ชีวิตวัยชราอยู่ในคุก เขาตัดสินใจติดต่อกับคุณอีกทีด้วยการบันทึกเสียงหนังสือที่เขาเคยอ่านส่งไปให้คุณในเรือนจำ เทปบันทึกเหล่านั้นนำพาความทรงจำและสัมพันธภาพในอดีตกลับมา หากแต่คราวนี้บริบทของมันเปลี่ยนไป ในครั้งนั้นฮานาอยู่ในฐานะของผู้คุมเกมและสร้างกฏกฎระเบียบกติกาขึ้นในความเกี่ยวข้อง แต่ในคราวนี้คนที่ควบคุมมันกลับเป็นไมเคิล หนังแสดงสิ่งกลุ่มนี้ผ่านภาพของการอัดเทปครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งจดหมายจากฮานาถึงไมเคิลหลายฉบับที่ไม่เคยถูกตอบกลับ ความเชื่อมโยงในลักษณะเช่นนี้ดำเนินอยู่นับปี มันเชื่อมร้อยกับอดีตของทั้งคู่และจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

ไมเคิลในวัยผู้ใหญ่พบกับฮานาอีกทีเมื่อคุณกำลังจะพ้นโทษ บทสนทนาสั้นกระชับท้ายเรื่องได้ชี้หัวข้อของความเกี่ยวพันเชิงอำนาจและสิ่งที่ตกค้างอยู่ภายในจิตใจของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน พันธนาการที่ฮานาได้รับทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับภาระทางใจและความรู้สึกผิดบาปต่อสิ่งที่ได้ทำไป ณ ตอนนี้ คนที่ควบคุมทิศทางสัมพันธภาพทั้งหมดคือไมเคิล มันขับดันความไร้ตัวตนของฮานาให้เด่นชัดมากขึ้น คุณเคยสร้างตัวตนในรุปแบบหนึ่ง ก่อนที่จะพบว่ามันกลวงเปล่าในตอนท้าย ไมเคิลก็เช่นกัน ความทรงจำที่ฝังรากหยั่งลึกภายในมันยังคงทำงานจนปัจจุบัน แต่ในคราวนี้เขาควบคุมมันได้แล้ว ฮานาตัดสินใจจบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการปลิดชีวิตตนเองในตอนท้าย ไมเคิลได้เข้าไปคุยกับเหยื่อผู้รอดชีวิตจากฮานา เพื่อให้นำบางสิ่งที่ฮานาฝากไว้มาให้

ทั้งสองต่างเป็นจำเลย ฮานาเป็นจำเลยในฐานะอาชญากรสงคราม แต่ไมเคิลนั้นเป็นจำเลยที่ติดอยู่ในใจตัวเอง แม้ว่าเขาจะพลิกกลับมาเป็นข้างควบคุมก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือการปลดปล่อยตัวเองของฮานาที่ยังคงมีไมเคิลเป็นสื่อนำพา คุณได้ปล่อยตัวเองออกจากตราบาปและความเปล่าดายของตัวตน โดยการทิ้งทุกอย่างทั้งหมดเอาไว้เบื้องหน้า และมอบสัญลักษณ์แทนคำขอโทษให้กับเหยื่อผ่านทางไมเคิลที่ยังวนเวียนอญุ่กับความทรงจำและพยายามแก้ไขให้ถูกต้องเรื่อยมา