ลิขิตรัก ตะวันและจันทรา (The Moon That Embraces the Sun) ตอนที่ 2

องค์ชายรัชผู้สืบสกุล (องค์ชายฮวอน) จ้องมองร่มสีแดงที่ลอยคว้างกลางอากาศ แล้วคิดว่าปรากฏการณ์แปลกนี้อาจเป็นลางบอกเหตุว่าพระองค์จะได้พบยอนอูอีกรอบ ขณะที่ข้าหลวงประจำพระองค์เห็นแล้วกลับสติแตกเพราะนึกว่าโดนผีหลอก

ยอนอูถึงกับช็อคเมื่อรู้ฐานะที่แท้จริงขององค์ชายฮวอน  ระหว่างที่คุณกำลังนั่งครุ่นคิดเรื่ององค์ชายรัชผู้สืบสกุล อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นที่ข้างกำแพง ยอนอูได้ยินแล้วถึงกับขวัญผวา แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าองค์ชายคงไม่ใจร้ายถึงขั้นส่งนักฆ่ามากำจัดคุณที่บ้านโทษฐานลบหลู่เบื้องสูง

ด้วยความอยากรู้ว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่ ยอนอูจึงเดินออกไปดูและพบว่ามีก้อนหินวางทับจดหมายอยู่  (หินวิเศษรักษาทุกโรคของแก๊งค์ต้มตุ๋น)  เมื่อหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาดูก็พบตัวอักษร "เฮ อูซอก" เนื้อความในจดหมายบอกว่า หากมีปัญหาคาใจให้บอกก้อนหินที่ชื่อ "เฮ อูซอก" แล้วหินก้อนที่ว่านี้จะช่วยปัดเป่าความทุกข์และแก้ไขปัญหาให้เอง ดังนั้นคุณจึงควรเข้านอนและหลับให้สบาย  ในจดหมายยังบอกด้วยว่า 'หินก้อนนี้คือของฝากจากการเดินทางครั้งปัจจุบัน' แม้ในจดหมายจะไม่ระบุชื่อผู้ส่ง แต่ยอนอูก็รู้ทันทีว่าเจ้าของจดหมายเป็นใคร  (เพราะนี่ไม่ใช่นัดแรกที่องค์ชายยางมยองปีนกำแพงมาแอบดูยอนอู และก่อนหน้านี้ยอนอูก็เคยโวยวายใส่องค์ชายมาแล้ว)

อีกด้านหนึ่ง "โฮยอม" พี่ชายของยอนอู ก็กำลังประลองดาบไม้กับ "คิม แจอูน" (ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อให้นสนิท) รอบๆด้านหน้าเรือนที่พัก โดยมี "โซล" ทาสสาวประจำตัวยอนอูแอบซุ่มดูอยู่และลุ้นให้ "ยอม" เป็นข้างชนะ "อูน" รู้สึกได้ว่ามีคนแอบมองเลยเสียสมาธิบางส่วน แต่พอรู้ว่าเป็นทาสสาวจอมซนเขาก็แอบยิ้มและแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

หลังการประลองจบลงโดยที่ยอมเป็นข้างพ่ายแพ้ อูนก็ถามยอมด้วยความเป็นห่วงว่า "ท่านเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ…นายน้อย" แม้ยอมจะเกิดมาในครอบครัวชนชั้นสูง แต่เขาก็ไม่ต้องการแบ่งแยกชนชั้นกับใคร โดยเฉพาะเป็นอย่างมากกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "เพื่อให้น" เขาจึงขอร้องอูนให้เลิกเรียกตนว่า "นายน้อย" เสียที อูนได้แต่ยืนนิ่งไม่ยอมรับปาก แม้จะอยู่ในสถานะเพื่อให้นสนิทแต่เขาก็ไม่บังอาจทำตัวตีเสมอยอม

ยอม บ่นกับอูนว่าองค์ชายยางมยองมาถึงช้ากว่าเวลานัด โดยหารู้ไม่ว่าขณะนั้นองค์ชายกำลังปีนกำแพงและแอบย่องเผ่านาทางด้านหลัง แถมองค์ชายยังห้ามไม่ให้อูนบอกยอมว่าตนมาถึงแล้ว ยอมจึงบ่นต่อว่า "เวลาองค์ชายอยู่ใกล้ๆ ก็น่าหนวกหู แต่พอองค์ชายไม่อยู่กลับรู้สึกเงียบเหงายังไงชอบกล" องค์ชายยางมยองได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า ถ้ารู้แต่แรกว่ายอมนึกถึงตนมากขนาดนี้ ตนคงเลิกท่องเที่ยวแล้วรีบกลับมาหายอมทันที พูดจบองค์ชายก็ตะโกน "โฮยอมที่รัก" จากนั้นก็โผเข้ากอดยอม (ซึ่งไม่ค่อยเต็มใจให้กอดสักเท่าไหร่) พลางกล่าวแสดงความยินดีที่ยอมสอบติดขุนนาง หลังกอดยอมจนหนำใจแล้ว องค์ชายก็หันไปหาอูนและตั้งท่ากระโดดกอด แต่อูนเบี่ยงตัวหลบ องค์ชายเลยต้องตะครุบลมแทน

หลังทักทายกันแล้ว องค์ชายยางมยองก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มและทานอาหารว่าง (เต้าหู้) ภายใต้แสงจันทร์ จากนั้นก็บอกว่าที่ตนมาช้าเพราะต้องแวะไปหา 'คนสำคัญ' ก่อน ยอมมองว่าองค์ชายยางมยองไม่เคยมีใคร จึงถามว่าองค์ชายพบรักระหว่างเดินทางหรือ   แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดอะไรได้อะไรบางอย่าง จึงพูดดักคอองค์ชายว่า "คงไม่ได้ปีนกำแพงขึ้นไปดูน้องสาวตนอีกใช่ไหม" องค์ชายแก้ตัวว่า ตนมีฐานะเป็นถึงองค์ชายจะทำเรื่องน่าอายอย่างนั้นได้ยังไง ยิ่งเป็นน้องสาวเพื่อให้นด้วยและไม่สมควรเข้าไปใหญ่

ยอมรู้ทันองค์ชายจึงบ่นว่า น้องสาวตนยังเด็กนัก ทั้งยังหยิบยกธรรมเนียมปฏิบัติมากล่าวอ้างเพื่อให้ให้องค์ชายเลิกทำตัวรุ่มร่ามกับน้องสาวตนเสียที องค์ชายฟังยอมบ่นเรื่องนี้หลายครั้งจนเบื่อเลยเอามืออุดหู จากนั้นก็โทษว่า เป็นความผิดของยอมที่หวงน้องสาวจนเกินเหตุ หากยอมให้โอกาสให้พระองค์ได้พบกับยอนอูแต่โดยดี พระองค์คงไม่ทำแบบงี้  พอถูกยอมบ่นเรื่องยอนอูมากๆ เข้า องค์ชายยางมยองก็รีบตัดบทด้วยการบอกว่าพระองค์มี 'ของขวัญ' มาฝาก

องค์ชายยางมยองหยิบหินก้อนโตมาวางตรงหน้ายอมและอูน พลางบอกว่า นี่คือหินนำโชคที่จะช่วยให้ทั้งคู่รุ่งเรืองก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เห็นหินนี้เมื่อไหร่ให้นึกถึงพระองค์และจงพกติดตัวเอาไว้  อูนมองก้อนหินในมือแล้วพูดว่า หนักขนาดนี้ตนคงพกติดตัวลำบาก องค์ชายเลยหยิบหินก้อนใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่าขึ้นมาอวดแล้วมอบให้อูน ก่อนที่จะรำพึงรำพัน (แอบเศร้า) ว่า… ในที่สุดเพื่อให้นรักทั้งสองคนของพระองค์ก็แปลงเป็นคนขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล (เหมือนคนอื่นๆ ) อีกแล้ว  เมื่อมองว่าทั้งยอมและอูนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก องค์ชายก็กลบเกลื่อนความเศร้าด้วยการหัวเราะ แล้วชวนเพื่อให้นทั้งสองให้ดื่มฉลองต่อ โดยบอกว่า หลังจากทั้งคู่เข้าไปทำงานในวังหลวง คงหาโอกาสเจอะกันพร้อมหน้าอย่างงี้ได้ยาก

หมายเหตุ:  ถึงแม้จะเป็นเพื่อให้นรักแต่ทั้งสามชายหนุ่มก็อยู่ต่างชนชั้นกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ยอมและอูนจึงพูดกับองค์ชายยางมยองด้วยภาษาสุภาพ ขณะที่องค์ชายพูดกับทั้งคู่แบบปกติธรรมดา 

วันต่อมา เหล่าขุนนางในราชสำนักนำรายชื่อว่าที่พระอาจารย์ (ขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล) มาถวายพระเจ้าซองโจเพื่อให้ให้พระองค์ทรงคัดเลือก โดยอ้างว่ารายชื่อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นล้วนเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากพระอาจารย์ใหญ่แล้ว เมื่อพระราชาทอดพระเนตรก็พบว่าคนที่ถูกเสนอชื่อเผ่านาเป็นลำดับต้นๆ ล้วนเป็นคนของสกุลยูน (เครือพี่น้องใต้เท้ายูนและพระพันปี) เหมือนเช่นเคย  แต่คราวนี้มีรายชื่อขุนนางชายหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงติดเผ่านาในโผ (ตามพระบัญชา) ให้ทรงคัดเลือกด้วย

ขณะที่องค์ชายฮวอนกำลังเตรียมตัวเข้าเรียนกับพระอาจารย์คนใหม่ ซึ่งจะมาสอนเนื้อหาด้านวิชาการเป็นวันแรก ข้าหลวงฮยองซอน (ซึ่งถูกองค์ชายใช้ให้ไปสืบดูว่าขุนนางคนไหนบ้างที่ผ่านการเลือกจากพระราชา) ก็กลับมาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ โดยแถลงการณ์ว่าแม้ตนจะยังไม่ทราบว่าพระราชาทรงเลือกใคร แต่ก็มีรายชื่อตัวเก็งที่ถูกเสนอชื่อเผ่านาเป็น 3 ชั้นแรก (ของแต่ละตำแหน่ง)

ข้าหลวงฮยองซอนยกกระดาษให้องค์ชายฮวอนดู แล้วบอกว่าตนได้มาด้วยความยากลำบาก จากนั้นก็เริ่มอ่านรายชื่อให้องค์ชายฟัง แต่องค์ชายกลับท่องรายชื่อดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นคนของสกุลยูน)  พระองค์รู้ดีว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าการเสนอรายชื่อดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วคือ พระพันปีและใต้เท้ายูน จึงกล่าวว่าพระอาจารย์คนใหม่จะเป็นใครไม่สำคัญ ในเมื่อทุกคนล้วนเป็นคนแก่หัวโบราณที่ต้องการใช้พระองค์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ

ถึงแม้องค์ชายฮวอนจะไม่มีอำนาจในการเลือกหรือสั่งปลดพระอาจารย์ด้วยตนเอง แต่พระองค์ก็พร้อมแล้วที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับเหล่าขุนนางที่ต้องการแสวงหาอำนาจบาตรใหญ่ โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้คณะอาจารย์ชุดใหม่ทนไม่ไหวและพากันลาออกไปเองภายในเวลาไม่นาน ระหว่างที่องค์ชายเดินหน้าเข้มไปยังห้องเรียน เหล่านางในต่างพนันกันว่าพระอาจารย์คนใหม่ที่จะมาสอนในวันนี้คงทนอยู่ได้ไม่ถึงเดือนอย่างแน่ๆ

เมื่อโฮยอมปรากฏตัวในวังหลวง เหล่านางในต่างพากันใจละลายเพราะไม่นึกฝันว่าพระอาจารย์คนใหม่ขององค์ชายรัชผู้สืบสกุลจะเป็นชายชายหนุ่มรูปงามหน้าใสไร้ที่ติ และเมื่อยอมเข้ารายงานตัวกับองค์ชายฮวอนในฐานะพระอาจารย์คนใหม่*  องค์ชายฮวอนก็ตกตะลึงตาค้างเมื่อคิดว่าพระอาจารย์คนใหม่ไม่ใช่ขุนนางแก่หัวโบราณ แต่เป็นชายชายหนุ่มรูปงามที่มีออร่าเปล่งประกาย

* โฮยอม ได้รับการคัดเลือกจากพระราชาให้เป็นหนึ่งในผู้สอน  แต่หลังจากสอนได้ระยะหนึ่งแล้ว จะมีการประเมินผลอีกที จึงเหมือนอาจารย์พิเศษที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งหรือบรรจุให้เป็นพระอาจารย์อย่างเป็นทางการ

ยอนอูถึงกับอึ้งเมื่อทราบข่าวจากมารดาว่า พี่ชายของคุณได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้สอนหนังสือองค์ชายรัชผู้สืบสกุล คุณอดเป็นเป็นห่วงและนึกสงสัยไม่ได้ว่า องค์ชายฮวอนจะรู้ไหมว่าคุณเป็นน้องสาวของยอม 

ด้านองค์ชายฮวอนก็อึ้งไม่แพ้กันเมื่อรู้ว่าพระอาจารย์คนใหม่มีอายุเพียง 17 ปี (พระองค์อายุ 15 ปี) ข้าหลวงฮยองซอนเตือนองค์ชายให้แสดงความเคารพอาจารย์ แต่องค์ชายไม่สนใจและไม่ยอมรับ ทั้งยังพูดเหน็บแนมยอมว่า เขาคงเส้นใหญ่นำมากๆ จึงเผ่านารับหน้าที่นี้ได้ทั้งที่ยังอายุน้อย พูดจบองค์ชายก็นั่งลงแล้วเปิดตำราดูอย่างเซ็งๆ โดยไม่สนใจยอมที่นั่งอึ้งตรงหน้า  เพราะเข้าใจว่ายอมเป็นคนที่ใต้เท้ายูนส่งมา

พระพันปีโกรธมากเมื่อรู้ว่าพระเจ้าซองโจเลือกยอมให้เป็นครูสอนเนื้อหาด้านวิชาการ แทนที่จะเป็นคนของข้างสกุลยูน  หลังโดนตำหนิชุดใหญ่ใต้เท้ายูนพยายามปลอบใจพระพันปีโดยอ้างว่ายอมเป็นเด็กใหม่ไร้ประสบการณ์คงรับมือองค์ชายไม่ไหวและเชื่อว่าน่าจะสอนได้ไม่นาน พระพันปีฟังแล้วยิ่งอารมณ์เสีย จึงตำหนิใต้เท้ายูนที่อ่านเกมไม่ออก จากนั้นก็บอกว่าพระราชากำลังลดหน้าที่ขั้วอำนาจข้างพระพันปี ด้วยการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของพระองค์เอง

ความจริงแล้ว เหตุผลหลักที่พระเจ้าซองโจเลือกโฮยอมให้มาทำหน้าที่สอนหนังสือองค์ชายรัชผู้สืบสกุล เนื่องจากว่าเขาเป็นคนดีมีความรู้จึงน่าจะช่วยส่งเสริมองค์ชายให้เป็นพระราชาที่ดีได้ ที่สำคัญ พระองค์ต้องการให้ยอมเป็นเพื่อให้นคู่คิดขององค์ชาย เพื่อให้ที่องค์ชายจะได้ไม่เหงา ไม่ทำตัวเหลวไหล และไม่หนีออกนอกวังเพื่อให้ไปหาองค์ชายยางมยองอีก

องค์ชายฮวอนโกรธมากที่พระเจ้าซองโจส่งอาจารย์หน้าใสวัยละอ่อนมาสอนพระองค์ จึงสั่งให้ข้าหลวงฮยองซอนไปสืบประวัติยอมว่าเป็นใครมาจากไหน ข้าหลวงฮยองซอนกลับมากล่าวว่า ยอมคือคนที่สอบขุนนาง (ข้างบุ๋น) ได้ที่หนึ่ง และมีชื่อโดดเด่นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นบัณฑิตของ (มหาวิทยาลัย) ซองยุนกวาน… ไม่ว่าจะด้านรูปร่างหน้าตาหรือวิชาความรู้ ยอมล้วนอยู่แถวหน้า แถมยังมีบุคลิกและนิสัยที่ดีอีกต่างหาก สรุปก็คือ ดีชนิดหาที่ติไม่ได้ในทุกๆ ด้าน จนใครๆ ต่างยอมรับนับถือและหลงใหลในเสน่ห์ของเขา

ข้าหลวงฮยองซอนยังบอกด้วยว่า ยอมเป็นเลิศทั้งในด้านอักษรศาสตร์ ปรัชญา การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จนพูดได้ว่าเป็นอัจฉริยะ องค์ชายฮวอนฟังข้าหลวงฮยองซอนชื่นชมยอมเป็นชุดๆ โดยไม่มีทีท่าว่าหยุดก็ยิ่งรู้สึกโกรธ จึงสั่งให้ข้าหลวงฮยองซอนหุบปากและออกไปให้พ้นหูพ้นตา ข้าหลวงฮยองซอนจึงเดินคอตกไปหลบอยู่ตรงมุมห้องแล้วหันหน้าเข้าหาผนังเพื่อให้รอรับคำสั่ง

ขณะที่ยอมกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกลุ้มใจเรื่ององค์ชายรัชผู้สืบสกุล ยอนอูก็เผ่านาหาเพราะได้เวลาเรียนหนังสือกับพี่ชาย (ยอมจะสอนหนังสือยอนอูทุกคืน) เมื่อเห็นหน้าน้องสาวยอมก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู แต่ยอนอูรู้ว่าพี่ชายมีเรื่องไม่สบายใจเลยถามว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลทำอะไรให้ยอมไม่สบายใจหรือเปล่า ยอมตอบว่าองค์ชายไม่ได้ทำอะไร ก็แค่ตนกำลังเผชิญกับงานที่ยากและท้าทาย เพราะองค์ชายเข้าใจตนผิด และตนก็คิดไม่ตกว่าจะเปิดใจองค์ชายได้ยังไง ที่สำคัญ องค์ชายคงทำใจยอมรับไม่ได้ที่มีเด็กชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ยอนอูอาสาช่วยพี่ชายคิดแผนรับมือองค์ชายฮวอน เพราะคิด (ไปเอง) ว่าคุณคือต้นเหตุที่ทำให้องค์ชายมีอคติกับยอม

วันรุ่งขึ้น องค์ชายฮวอนยังคงทำสงครามประสาทกับยอมด้วยการพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจยอมที่นั่งตรงหน้า ยอมปล่อยให้องค์ชายทำตามใจชอบแล้วนั่งมองอย่างอดทน เมื่อเวลาผ่านเลยไประยะหนึ่ง ยอมจึงบอกองค์ชายฮวอนว่าหมดเวลาเรียนแล้ว ขณะที่ยอมลุกขึ้นถวายความเคารพ  องค์ชายฮวอนก็ตำหนิยอมว่า น่าไม่อาย กินเงินหลวงแล้วไม่รับผิดชอบ ยังไม่ทันเริ่มสอนแต่ดันมีหน้ามาบอกว่าหมดเวลาเรียนแล้ว

ยอมตอบว่า นั่นเป็นเพราะองค์ชายยังไม่พร้อมที่จะเรียนหนังสือ องค์ชายย้อนว่าอาจเป็นยอมเองที่ไม่พร้อมจะทำการสอน ยอมเสนอองค์ชายให้มาทำสัญญาระหว่างกัน โดยบอกว่าตนจะตั้งคำถาม หากองค์ชายตอบถูกตนจะยอมแพ้และจะสละตำแหน่งอาจารย์ แต่ถ้าองค์ชายตอบผิด พระองค์ต้องยอมรับนับถือตนในฐานะอาจารย์และตั้งมั่นศึกษาเล่าเรียน

เมื่อองค์ชายยอมรับข้อเสนอ ยอมจึงถามองค์ชายว่า "อะไรที่ทำให้โลกมืดหรือสว่างได้ในชั่วพริบตา?" องค์ชายฮวอนหัวเราะแล้วบอกว่า "คำถามง่ายๆ เนี่ยนะ?"  แต่ยอมทำหน้าจริงจังแล้วบอกว่า "คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด" เขาบอกองค์ชายว่าจะมาฟังคำตอบคราวหน้า องค์ชายสวนทันควันว่า อีกหน่อยคงไม่ได้เจอะกันแล้ว (มั่นใจสุดๆ ว่าตอบได้แน่ๆ)

แท้จริงแล้วองค์ชายฮวอนแกล้งทำเป็นมั่นใจต่อหน้ายอม ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้คำตอบ พระองค์จึงสั่งให้เหล่าขันทีช่วยกันขนตำราในห้องสมุดมาใว้ที่ตำหนักเพื่อให้จะได้ค้นคว้าหาคำตอบ  องค์หญิงมินฮวา (พระขนิษฐา หรือน้องสาวขององค์ชายฮวอน) กำลังจะเสด็จไปพบพระมเหสี แต่พอเห็นเหล่าขันทีช่วยกันขนหนังสือกองโตไปยังตำหนักองค์ชายฮวอนก็รู้สึกสงสัย เลยวิ่งตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น 

ครั้นพอเห็นพระเชษฐานั่งอยู่ท่ามกลางหนังสือกองโต องค์หญิงมินฮวาก็รู้สึกทึ่ง ทั้งยังแปลกใจว่าทำไมอยู่ๆ องค์ชายฮวอนก็เปลี่ยนไป พอรู้ว่าองค์ชายฮวอนกำลังหาคำตอบว่า "อะไรทำให้โลกมืดหรือสว่างได้ในชั่วพริบตา" องค์หญิงจึงครุ่นคิดสักครู่แล้วบอกว่าคำตอบก็คือ "เปลือกตา" จากนั้นก็กระพริบตาปริบๆ เพื่อให้สาธิตให้ดู แต่องค์ชายฮวอนคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ จึงไล่องค์หญิงออกจากตำหนักไป

ในที่สุดองค์ชายฮวอนก็ตอบว่า สิ่งที่ทำให้โลกมืดหรือสว่างได้ในชั่วพริบตา คือ "หลักการปกครองของพระราชา" จากนั้นก็หยิบยกข้อความในตำราที่เกี่ยวกับหลักการปกครองมากล่าวอ้าง สรุปใจความได้ว่าการตัดสินใจของพระราชาอาจให้คุณหรือโทษกับประชาชน ซึ่งเสมอเหมือนการทำให้โลกมืดหรือสว่างได้ (ระหว่างที่องค์ชายตอบคำถาม พระเจ้าซองโจก็เสด็จผ่านห้องเรียนพร้อมเหล่าขุนนาง จึงหยุดฟังรอบๆด้านนอก)

ยอม ทูลว่าพระองค์ "ตอบผิด" และเฉลยว่าคำตอบที่ถูกต้องก็คือ "เปลือกตา"

เมื่อได้ยินคำตอบของยอม ข้าหลวงฮยองซอนที่ยืนฟังอยู่ทางด้านนอกถึงกับเข่าทรุด เช่นเดียวกับเหล่าข้าราชบริพารและทหารองครักษ์ที่ต่างพากันตระหนกตกใจ ใต้เท้ายูนมองหน้าราชบัณฑิตโฮ  (พ่อของโฮยอม) แบบอึ้งๆ กึ่งเยาะเย้ย ราชบัณฑิตเองก็คาดไม่ถึงว่าบุตรชายจะมาไม้นี้จึงรีบเบือนหน้าหนี คงมีเพียงพระเจ้าซองโจเท่านั้นที่แอบยิ้มอย่างพึงพอใจ 

องค์ชายฮวอนโกรธมากจึงโวยวายเสียงดังว่ายอมกำลังเล่นตลกกับพระองค์ ยอมถามองค์ชายอย่างใจเย็นว่า หากคำตอบไม่ถูกใจองค์ชายรัชผู้สืบสกุล แสดงว่าเป็นเรื่องตลกอย่างนั้นหรือ และถ้าคำตอบไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในตำรา ก็ถือเป็นเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาใช่ไหม 

องค์ชายฮวอนย้อนว่าคำเฉลยแบบเด็กอมมือจะถือเป็นคำตอบในชั้นเรียน (ของว่าที่พระราชา) ได้อย่างไร ยอมอธิบายว่าหากมองโลกในมุมมองของเด็กๆ จะคิดว่าโลกใบนี้เป็นได้ทั้งปัญหา (คำถาม) และคำตอบในขณะเดียวกัน (เด็กไม่ยึดติดกับความคิดเดิมๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ) เขายังบอกด้วยว่า มีสองสิ่งที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ สิ่งแรกก็คือ 'ต้องไม่อวดเก่งและคิดว่าตนรู้ไปเสียทุกเรื่อง' อีกสิ่งหนึ่งก็คือ  'ต้องไม่ตอบคำถามด้วยทิฐิและความมีอคติ' เพราะทิฐิและอคติจะบดบังสายตา หัวใจ และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตขององค์ชายให้มืดมิด องค์ชายจึงควรตระหนักในเรื่องนี้เอาไว้ให้ดี

ราชบัณฑิตโฮรีบขอพระราชทานอภัยโทษ แต่พระเจ้าซองโจส่งสัญญาณให้เงียบๆ เพราะอยากฟังยอมสอนองค์ชายฮวอน

ยอม ทูลองค์ชายฮวอนว่า ความจริงแล้วคำตอบของพระองค์ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าพระองทรงปิดหูปิดตาตนเองแล้ว จะรับรู้ทุกข์สุขของประชาชนและจะเป็นพระราชาที่ดีได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่พระองค์ต้องทำก่อนเป็นลำดับแรกคือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเรียนรู้ให้ถูกต้อง องค์ชายฮวอนได้ฟังดังนั้นจึงลุกขึ้นยืนเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์นัก จากนั้นเรียกข้าหลวงทันที

แทนที่จะโกรธ  องค์ชายฮวอนกลับสั่งให้ข้าหลวงฮยองซอนไปบอกห้องเครื่องให้เตรียมของว่าง เพราะหลังจากเรียนหนังสือแล้วพระองค์อยากคุยกับยอมต่อ ข้าหลวงฮยองซอนได้ยินแล้วถึงกับปลื้ม นอกจากนี้ องค์ชายฮวอนยังก้มศีรษะคำนับยอมในฐานะพระอาจารย์คนใหม่ พลางบอกว่าต่อไปนี้จะตั้งอกตั้งใจเรียน ทั้งยังกล่าวขอโทษที่ทำไม่ตัวดีกับยอมก่อนหน้านี้

พระเจ้าซองโจได้ยินองค์ชายฮวอนพูดแล้วรู้สึกดีใจ จึงตรัสกับข้าหลวงประจำพระองค์ว่า ในที่สุดองค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็ได้พบอาจารย์คู่ใจเสียที (ใต้เท้ายูนฟังแล้วได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ)

  
องค์หญิงมินฮวาขำกลิ้งเมื่อรู้ว่าองค์ชายฮวอนถูกพระอาจารย์คนใหม่กำราบเสียจนอยู่มือ ทั้งๆ ที่องค์ชายขึ้นชื่อเรื่องการสร้างความปั่นป่วนหัวหมุนให้กับเหล่าอาจารย์และข้าราชบริพารมาโดยตลอด แถมที่ผ่านมายังไม่เคยมีใคร "เอาอยู่" ด้วยเหตุนี้ องค์หญิงมินฮวาจึงอยากเห็นหน้าและตบรางวัลให้พระอาจารย์คนเก่ง แม้นางในพี่เลี้ยงจะพยายามห้ามปรามโดยบอกว่าการออกไปพบผู้ชายที่ไม่ใช่เครือญาติพี่น้องและคนในครอบครัวเป็นเรื่องไม่เหมาะสมก็ตาม

องค์หญิงตั้งอกตั้งใจจะไปคุยอวดพระอาจารย์คนใหม่ เรื่องที่พระองค์ทายคำตอบได้อย่างถูกต้อง ครั้นพอเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของยอมแล้ว องค์หญิงแสนซนกลับทำได้แค่ยืนตะลึง เมื่อยอมหันหน้ามาทางองค์หญิงมินฮวา  องค์หญิงก็รีบหันหลังให้แล้วเอามือปิดบังใบหน้าด้วยความเขินอาย  

ระหว่างดื่มน้ำชาและทานอาหารว่าง องค์ชายฮวอนถามยอมว่า ถ้าพระองค์ตอบคำถามถูก ยอมจะลาออกจากตำแหน่งจริงๆ หรือ ยอมตอบว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังมีแผนสองไว้คอยรองรับอยู่ดี องค์ชายจึงชมว่ายอมเข้มแข็งกว่าที่คิด ยอมทูลองค์ชายตามตรงว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้น้องสาวช่วยชี้แนะ โดยบอกว่าองค์ชายเป็นคนฉลาด การทำตัวประจบสอพลอไม่มีทางเปิดใจองค์ชายได้ จึงต้องใช้ความจริงใจเป็นที่ตั้งและคำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์ชายก่อนเป็นลำดับแรก (ทำในสิ่งที่ควรทำเพราะหวังดี แทนที่จะทำแต่สิ่งองค์ชายชอบเพื่อให้เอาใจ)

พอรู้ว่าน้องสาวยอมอายุแค่ 13 ปี องค์ชายฮวอนก็รู้สึกทึ่งในความชาญฉลาด เมื่อเห็นยอมกำลังจะหยิบขนม (ลูกอมสีดำ)ใส่ปาก องค์ชายก็แย่งขนมในมือยอมแล้วบอกว่า คนที่คู่ควรกับของอร่อยๆ อย่างงี้น่าจะเป็นอาจารย์ตัวจริงมากกว่า  พูดจบองค์ชายก็สั่งให้ข้าหลวงนำขนมดังที่กล่าวถึงมาแล้วไปห่อ เพื่อให้เป็นของฝากสำหรับน้องสาวยอม

ระหว่างเสด็จกลับตำหนัก องค์ชายฮวอนนึกสงสัยว่าทำไมเด็กผู้หญิงอายุแค่ 13 ปีถึงได้เฉลียวฉลาดปานนี้  ข้าหลวงฮยองซอนทูลว่า เพราะนางเป็นน้องของพระอาจารย์โฮ (ยอม) ที่พึ่งจะสอบขุนนางข้างบุ๋นได้ที่หนึ่งมาหมาดๆ ทั้งๆ ที่มีอายุเพียง 17 ปี พอรู้ว่ายอมได้ที่หนึ่งจากการสอบครั้งปัจจุบัน พระองค์ก็นึกถึงคำพูดของยอนอู (ที่เคยบอกว่าพี่ชายคุณสอบขุนนางข้างบุ๋นได้ที่หนึ่ง) เมื่อรู้ว่าน้องสาวของพระอาจารย์คนใหม่ คือสาวน้อยที่เคยกล่าวหาว่าพระองค์เป็นขโมย องค์ชายก็ตำหนิข้าหลวงที่ไม่ยอมบอกข้อมูลสำคัญตั้งแต่ทีแรก ข้าหลวงอธิบายว่าตนพยายามทูลเรื่องนี้แล้ว แต่พระองค์นั่นแหล่ะที่สั่งให้ตนหุบปาก

คืนนั้น ยอมนำของฝากจากองค์ชายรัชผู้สืบสกุลมามอบให้ยอนอู ทำให้ยอนอูรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะไม่รู้ว่าองค์ชายจะถือโทษโกรธคุณหรือเปล่า ทั้งยังไม่แน่ใจว่าองค์ชายมอบขนมเพราะต้องการบอกว่าพระองค์ทรงยกโทษให้ หรือกำลังแกล้งให้คุณรู้สึกหวาดกลัวกันแน่ (ยอนอูนึกว่าองค์ชายรู้แต่แรกว่าคุณเป็นน้องสาวยอม เพราะนัดแรกที่พบกันคุณเคยบอกองค์ชายว่า พี่ชายสอบขุนนางได้ที่หนึ่ง) 

ขณะเดียวกัน บรรดาขุนนางที่เป็นเบี้ยล่างของใต้เท้ายูนและพระพันปี ต่างมารวมตัวและพากันโวยวายพระเจ้าซองโจที่หักหน้าใต้เท้ายูนด้วยการเลือกบุตรชายของราชบัณฑิตโฮให้มาทำหน้าที่พระอาจารย์คนใหม่ แทนที่จะเป็นคนของสกุลยูนซึ่งช่วยช่วยเหลือและผลักดันให้พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เหล่าขุนนางเสนอให้รีบกำจัดท่านราชบัณฑิตก่อนที่ข้างตนจะสูญเสียอำนาจ แต่ใต้เท้ายูนไม่เห็นด้วย ทั้งยังบอกอย่างใจเย็นว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำอะไรบ้างในตอนนี้ 

ใต้เท้ายูนกลับถึงบ้านในสภาพเมามาย และถามโบยองซึ่งเป็นบุตรสาวว่า 'อยากเข้าวังไหม' เมื่อเห็นบุตรสาวทำหน้างงๆ ใต้เท้ายูนก็บอกว่าตนมีวิธีทำให้ลูกเข้าไปอยู่ในวังได้… และนี่ก็คือเหตุผลที่ใต้เท้ายูนไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อถูกพระราชามองผ่านความสำคัญ เพราะเป้าหมายของเขายิ่งใหญ่กว่านั้น และนั่นก็คือการได้เป็น "บิดาของพระมเหสี" 

วันรุ่งขึ้น ยอนอูออกไปเลือกซื้อกระดาษราคาสูงเพื่อให้นำมาเขียนจดหมายขอโทษองค์ชายฮวอน โซล สงสัยว่าทำไมต้องเขียนจดหมายขอโทษบนกระดาษราคาสูงให้ยุ่งยาก แทนที่จะเดินไปกล่าวขอโทษด้วยตนเอง ยอนอูบอกว่า 'เขาไม่ใช่คนที่อยากพบเมื่อไหร่ก็ได้พบ'  แต่โซลยังคงรับรองความคิดเดิมโดยบอกว่า แม้จะเป็นพระราชาหรือองค์ชายรัชผู้สืบสกุลคุณก็ควรกล้าที่จะเอ่ยปากขอโทษ ไหมก็ยอมโดนโบยสักทีสองทีให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ยอนอูบอกว่าคุณไม่กลัวถูกลงโทษแต่กลัวพี่ชายเดือดร้อนเพราะคุณมากกว่า

ระหว่างกำลังพูดคุยกัน โซลได้ยินเสียงตีเหล็กเลยขอตัวออกไปดูช่างตีเหล็กทำงานสักครู่  องค์ชายยางมยองจึงถือโอกาสเผ่านาพูดคุยกับยอนอู โดยทักว่าคุณไปทำอะไรผิดมา…

โซลรีบวิ่งไปยังโรงเหล็กจึงชนโบยองอย่างจังจนล้มลงไปกองกับพื้นทั้งคู่  คุณรีบกล่าวขอโทษโบยองและช่วยปัดกระโปรงให้ แต่กลับถูกพี่เลี้ยงของโบยองดุด่า โบยองเห็นประชาชนแถวนั้นกำลังมองอยู่จึงแกล้งทำเป็นไม่ถือสา ทั้งๆ ที่ในใจรู้สึกเคียดแค้น หลังแยกทางกับโซลแล้ว โบยองและพี่เลี้ยงก็ตรงไปยังร้านค้า แต่แล้วกลับพบว่าถุงเงินหายไป พี่เลี้ยงโบยองเข้าใจผิดคิดว่าโซลเป็นหัวขโมยจึงรีบออกตามหา ระหว่างรอพี่เลี้ยงโบยองพบถุงเงินตกอยู่ที่พื้น คุณจึงหยิบขึ้นมาดูและยิ้มอย่างมีเลศนัย 

ขณะที่โซลกำลังนั่งดูช่างตีเหล็กทำเคียวด้วยความสนใจ พี่เลี้ยงของโบยองก็ลากตัวคุณออกมาและตบจนล้มคว่ำ จากนั้นก็ถามหาถุงเงิน โซลปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่พี่เลี้ยงจอมโหดไม่เชื่อเลยพยายามค้นตัว ขณะที่พี่เลี้ยงคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วกำลังจะทุบตีโซลอีกที โบยองก็แกล้งทำเป็นเผ่านาห้าม โซลรีบรับรองว่าคุณไม่ได้เป็นขโมยโบยองจึงบอกให้โซลพิสูจน์ว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์

ยอนอูยังคงเลือกกระดาษลายดอกไม้อย่างพิถีพิถัน องค์ชายยางมยองอยากมีส่วนร่วมและต้องการชวนคุยจึงแกล้งแหย่ยอนอูโดยบอกว่า กระดาษลายดอกไม้ไม่เหมาะที่จะนำมาเขียนหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษจากพระราชา ยอนอูโวยวายว่าคุณไม่ได้เลือกกระดาษสำหรับพระราชาสักหน่อย องค์ชายได้ทีจึงกล่าวว่า ถ้าคุณมองหากระดาษสำหรับองค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็ขอให้วางใจ เพราะพระองค์เป็น 'พี่ชาย' ขององค์รัชผู้สืบสกุล พูดจบองค์ชายก็ช่วยเลือกกระดาษเป็นการใหญ่ พลางถามว่ายอนอูไปทำความผิดอะไรมา ยอนอูรู้สึกรำคาญและไม่อยากต่อปากต่อคำกับองค์ชายยางมยองอีก จึงเดินหนีออกจากร้านไป

ยอนอูเดินออกจากร้านขายกระดาษได้ไม่นาน ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คุณจึงรีบวิ่งหาที่หลบฝน แต่องค์ชายยางมยองก็คว้าตัวคุณไว้แล้วใช้แขนเสื้อบังฝนให้ ยอนอูรู้สึกสะดุ้งแต่ก็ยอมให้องค์ชายพาวิ่งไปหลบฝนแต่โดยดี

องค์ชายยางมยองพายอนอูมาหลบในเรือนต้นไม้ (หรือเรือนกระจกในปัจจุบัน แต่สมัยนั้นใช้กระดาษเคลือบน้ำมันเพื่อให้รับแสงอาทิตย์และป้องกันลมแทนกระจก) ยอนอูเห็นแล้วถึงกับอึ้ง เพราะคุณเคยอ่านพบเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนต้นไม้ในหนังสือแต่ยังไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน หลังดูจนทั่วแล้วยอนอูก็ถามว่า ที่นี่เป็นเรือนต้นไม้ขององค์ชายใช่ไหม  องค์ชายโกหก (แบบไม่เนียน) ว่าเป็นของพี่น้องคนหนึ่งที่ชอบปลูกต้นไม้แต่ไร้อนาคตเพราะไม่อาจเป็นขุนนาง เขาจึงระบายความคับอกคับใจด้วยการนำเงินมาสร้างเรือนต้นไม้หลังนี้

ยอนอูฟังองค์ชายยางมยองพูดประชดตัวเองแล้วรู้สึกสงสาร คุณนึกถึงคำพูดขององค์ชายรัชผู้สืบสกุลที่กล่าวว่า พระองค์เป็นต้นเหตุที่ทำให้ 'พี่ชาย' ต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนี้ ยอนอูเลียบๆ เคียงๆ ถามองค์ชายยางมยองว่า พระองค์ไม่ได้กลับเข้าวังนานแล้วใช่ไหม แต่องค์ชายกลับหยิบกระถางต้นเก๊กฮวย (หรือที่คนไทยเรียกว่าเบญจมาศหนู) ขึ้นมาอวดพลางบอกว่านี่เป็นหนึ่งในดอกไม้ที่พระราชาทรงโปรด ทั้งยังบอกยอนอูว่าการถวายดอกเก๊กฮวยน่าจะดีมากกว่าเขียนจดหมายขอโทษ

ยอนอูถามว่าพระราชาเป็นคนแบบไหน องค์ชายยางมยองทำท่าเขินๆ ก่อนตอบว่า พระราชามีพระพักตร์ที่แจ่มใส มักคำนึงประชาชนและข้ารับใช้ของพระองค์เสมอ แม้ค่อนข้างเคร่งครัดในกฏกฎระเบียบ แต่ก็ไม่ยึดติดหลักการ (ระหว่างที่พูดพระองค์นึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กที่พระราชามักแสดงทีท่าเกรี้ยวกราดและเย็นชากับพระองค์เสมอ แต่กลับอ่อนโยนกับองค์ชายรัชผู้สืบสกุลและเหล่าข้าราชบริพาร) 

ยอนอูยังคงถามต่อว่า  องค์ชายยางมยองจะไม่เสด็จกลับวังอีกแล้วหรือ คุณรู้ว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลอยากพบพระองค์มาก (ถึงขนาดแอบปีนรั้ววัง) เลยบอกว่าอาจมีใครบางคนรอพระองค์อยู่ตรงนั้น องค์ชายยางมยองถามกลับว่า "ใคร" ยอนอูเกือบหลุดปากพูดว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุล แต่แล้วคุณก็ตอบเลี่ยงๆ ว่า ทั้งพระราชาและองค์ชายรัชผู้สืบสกุลต่างก็กำลังรอพระองค์

องค์ชายยางมยองกล่าวว่า พระราชาและองค์ชายรัชผู้สืบสกุลต่างก็มีเรื่องต้องทำอย่างมาก คงไม่มีเวลามานั่งรอพระองค์ ยอนอูรับรองหนักแน่นว่ามีคนรอองค์ชายอยู่ในวังจริงๆ เมื่อเห็นองค์ชายไม่เชื่อ ยอนอูก็ถามว่า คนที่ชอบเขียนบทกวีอย่างพระองค์ไม่รู้จักแรงปรารถนาจริงๆ หรือ ถ้าอย่างนั้น ทำไม… (ยอนอูได้แต่พูดในใจต่อว่า '…องค์ชายรัชผู้สืบสกุลถึงได้แอบปีนกำแพงวัง')  องค์ชายยางมยองได้ทีจึงย้อนว่า ถ้าอย่างนั้นยอนอูคงเข้าใจแล้วว่า ทำไมพระองค์ถึงชอบปีนกำแพงรั้วบ้านคุณในยามค่ำคืน

ยอนอูเริ่มหงุดหงิดที่องค์ชายทำเป็นเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง เลยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่าสองเรื่องนี้ต่างกันสักนิด  องค์ชายยางมยองยื่นหน้าเข้าไปหายอนอูพลางจ้องตาเขม็ง จากนั้นก็ถามว่า "แล้วมันต่างกันยังไง" ยอนอูรีบหลบตาแล้วบอกให้พระองค์ไปเข้าเฝ้าพระราชาและองค์ชายรัชผู้สืบสกุลที่ในวัง  องค์ชายหัวเราะ แล้วพูดว่า นานมากแล้วที่ยอนอูไม่ได้มองหน้าและพูดกับพระองค์นานๆ อย่างงี้ พระองค์ขอบใจยอนอูที่เป็นห่วง จากนั้นก็ใช้นิ้วดีดหน้าผากยอนอูอย่างแรงแล้วบอกให้คุณห่วงแต่เรื่องของตนเองดีมากกว่า

ขณะนั้น โซลกำลังถูกทุบตีอย่างหนักภายในบ้านของโบยอง พี่เลี้ยงโบยองพยายามคาดคั้นว่าใครเป็นนายของคุณ (จะได้ตามไปทวงเงินคืน) แต่โซลไม่ยอมปริปากทั้งๆ ที่สภาพร่างกายบอบช้ำอย่างหนัก โบยองซึ่งทำทีเป็นนั่งอ่านหนังสือภายในบ้าน พูดพึมพำว่า "สมน้ำหน้าวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือ นึกเหรอว่าทำชุดโปรดของข้าสกปรกแล้วจะรอดตัวไปได้ง่ายๆ " 

ยอนอูและองค์ชายยางมยองไปตามหาโซลที่โรงเหล็ก แต่แล้วกลับพบว่าโซลถูกลากตัวไปลงโทษที่บ้านของเสนาบดีกรมวัง (พี่เลี้ยงโบยองจะจับโซลส่งกองปราบ แต่โบยองสั่งให้ลากตัวโซลไปซักถามที่บ้าน)

พี่เลี้ยงโบยองสั่งทาสในบ้านให้นำเสื่อมาห่อตัวโซลเพื่อให้จะได้ทุบตีอีกที โชคดีที่ยอนอูมาถึงเสียก่อน เมื่อเห็นสภาพอันยับเยินของโซลแล้ว ยอนอูก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความห่วงใย  จากนั้นก็หันไปตำหนิพี่เลี้ยงจอมโหดด้วยสีหน้าท่าทางเอาเรื่อง ยอนอูแนะนำตัวกับโบยองว่าตนเป็นบุตรสาวท่านราชบัณฑิต เรื่องของหายคงเป็นการเข้าใจผิดกัน พอรู้ว่ายอนอูเป็นบุตรสาวขุนนางใหญ่ในราชสำนักเช่นกัน โบยองก็หันไปดุด่าพี่เลี้ยงและเหล่าทาสที่ทำร้ายแรงเกินกว่าเหตุ (ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนสั่งให้เหล่าทาสตีโซลจนตายคามือ) พี่เลี้ยงแกล้งทำเป็นขอโทษโบยองที่ขัดคำสั่ง แต่โบยองกลับบอกให้พี่เลี้ยงขอโทษยอนอู

หลังจากนั้น โบยองก็แกล้งทำเป็นขอโทษยอนอูเรื่องที่คนของตนทำเกินกว่าเหตุ และกล่าวว่าการควบคุมข้าทาสบริวารไม่ใช่เรื่องง่าย คุณแสดงความเห็นอกเห็นใจที่ยอนอูมีทาสชอบลักเล็กขโมยน้อยอย่างโซล ทั้งยังแนะนำให้คุณขายโซลทิ้งก่อนที่โซลจะเปลี่ยนเป็นหัวขโมยไปจริงๆ ยอนอูรู้ว่าโซลไม่ได้ขโมย จึงพูดตัดบทโดยบอกว่าจะคืนเงินที่หายไปให้โบยอง แต่โบยองไม่รับ โดยอ้างว่าคุณเองก็ทำให้ของๆ ยอนอูเสียหายเช่นกัน ดังนั้น คุณจึงขอให้ยอนอูลืมเรื่องนี้เสีย (โบยองดูถูกโซลว่าไม่ใช่คนแต่เป็นสิ่งของ เพราะโซลเกิดมาในชนชั้นทาส)

ยอนอูแย้งว่า โซลไม่ใช่สิ่งของที่จะใครซื้อขายได้ตามใจชอบ สำหรับคุณแล้วโซลเป็นทั้งเพื่อให้นและคนในครอบครัว คุณไม่รู้ว่าเงินของโบยองหายไปเท่าไหร่ แต่เงินจำนวนนั้นคงเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจที่โซลได้รับในวันนี้ พูดจบยอนอูก็ขอตัวและประคองโซลกลับบ้านอย่างทะนุถนอม

วันต่อมา ยอมนำกล่องขนมไปคืนองค์ชายรัชผู้สืบสกุลพลางบอกว่าเป็นของขวัญจากน้องสาวตน เมื่อองค์ชายเปิดออกดูก็พบว่ากล่องขนมแปลงเป็นกล่องเพาะเมล็ดพันธุ์พืช องค์ชายเลยถามยอมว่าต้นอะไร  ยอมทูลว่าตนเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นอะไรกันแน่ รู้เพียงว่าน้องสาวนำมาจากเรือนต้นไม้ และคุณก็ฝากบอกให้องค์ชายนำไปวางไว้บนพื้นอุ่นๆ 

หลังได้รับของขวัญจากยอนอู องค์ชายฮวอนก็ตื่นเต้นดีใจจนไม่มีสมาธิในการเรียน ขณะที่ยอมกำลังจะสอนหนังสือ องค์ชายก็ถามว่าน้องสาวยอมเป็นคนยังไง ยอมแย้งว่าได้เวลาเรียนแล้ว แต่องค์ชายอ้างว่ายอมและน้องสาวสนิทกันมากจนพระองค์รู้สึกอิจฉา ยอมเลยทูลว่าตนอ่านหนังสือกับน้องสาวทุกคืน ทำให้มีโอกาสปรึกษาหารือเรื่องราวต่างๆ  บ่อยครั้ง องค์ชายฟังแล้วรู้สึกทึ่งที่ยอนอูเป็นเด็กฉลาดและใฝ่รู้ จึงอดบ่นไม่ได้ว่าน้องสาวยอมแตกต่างจากองค์หญิงมินฮวาราวฟ้ากับเหว เพราะองค์หญิงรู้จักพยัญชนะเพียงไม่กี่ตัว แถมยังเป็นเด็กขี้แงอีกต่างหาก

ทันใดนั้น องค์หญิงมินฮวาก็โผล่พรวดเผ่านาในห้องเรียนขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล ซ้ำยังร้องไห้งอแงและเดินตรงเข้าไปหาองค์ชาย พลางบอกว่า "น้องเกลียดเสด็จพี่"  องค์ชายตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าองค์หญิงเป็นอะไร ในที่สุด องค์หญิงก็บอกว่า พระองค์เสียใจที่องค์ชายเอ๋ยถึงตนในทางที่ไม่ดีต่อหน้ายอม  (ซึ่งเป็นชายชายหนุ่มที่องค์หญิงปลื้ม)

หลังต่อว่าเสด็จพี่แล้ว องค์หญิงก็ตรงรี่เข้าไปหายอม จากนั้นก็เอามือทั้งสองประคองใบหน้ายอมแล้วร้องไห้งอแงพลางบอกว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลโกหก พระองค์ไม่ใช่เด็กขี้แงแต่เป็นผู้หญิงที่มีหัวใจอันบริสุทธิ์ แถมยังจำตัวอักษรได้เกือบหมดแล้วด้วย ยอมรีบปลอบพระทัยองค์หญิงและบอกให้องค์หญิงหยุดร้องไห้  เพราะถ้าไม่หยุดร้องใบหน้าสวยๆ ขององค์หญิงจะหม่นหมอง องค์หญิงสะอื้นไห้ขณะถามว่า "ข้าสวยเหรอ?" เมื่อคิดว่ายอมได้ยินไม่ถนัด องค์หญิงก็ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วถามใหม่ว่า "ข้าสวยจริงๆ หรือ?" ยอมถึงกับอึ้ง เพราะใจจริงแค่ต้องการปลอบเด็กขี้แงให้หยุดร้องไห้  โชคดีที่นางในพี่เลี้ยงนำตัวองค์หญิงออกไปเสียก่อน

หลังจบชั้นเรียน องค์ชายรัชผู้สืบสกุลนำจดหมายของยอนอูมาเปิดอ่าน และถึงกับตะลึงเมื่อพบว่ากระดาษถูกย้อมสีและประดับประดาด้วยดอกไม้แห้งอย่างสวยงาม มิหนำซ้ำ ลายมือ (อักษรจีน) ของยอนอูยังสวยงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นผลงานของเด็กหญิงวัย 13 ปี ส่วนเนื้อความในจดหมายเป็นบทกลอนของกวีเอกชื่อดังในยุคโกรยอ (อี กิวโบ) ซึ่งกล่าวถึงนักบวชบนเขาที่หมายปองดวงจันทร์ ครั้นพอเห็นเงาจันทร์ในกระบอกน้ำก็นึกว่าพระจันทร์หล่นลงมาอยู่ในกระบอก แต่พอเอียงกระบอกและเทน้ำออกกลับพบว่าพระจันทร์หายไป

ยอนอูกล่าวในจดหมายว่า การนำพระจันทร์มาใส่ขวดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ (เช่นเดียวกับการที่คุณได้พบและพูดคุยกับองค์ชายรัชผู้สืบสกุลอย่างใกล้ชิดโดยบังเอิญ ซ้ำยังกล่าวหาว่าพระองค์เป็นขโมย ซึ่งนับเป็นเรื่องไม่สมควรและไม่ควรเกิดขึ้น) คุณจึงขอร้ององค์ชายให้ลืมเรื่องราวในครั้งนั้น และในตอนนี้คุณก็สำนึกผิดแล้ว องค์ชายรู้ทันทีว่ายอนอูไขปริศนาของพระองค์ได้แล้ว พระองค์จึงหันไปมองกล่องเพาะเมล็ดพันธุ์ของยอนอูแล้วยิ้ม จากนั้นก็นึกในใจว่า "จะให้ข้าลืมเจ้าได้อย่างไร"

วันรุ่งขึ้น องค์หญิงมินฮวารีบวิ่งไปเฝ้าพระราชาถึงพุงท้องพระโรง โดยทูลว่าพระองค์อยากหัดอ่านหนังสือกับอาจารย์ขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล แต่พระราชาปฏิเสธโดยบอกว่าอาจารย์โฮ (โฮยอม) เป็นครูขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล เมื่อถูกเสด็จพ่อขัดใจองค์หญิงก็เริ่มเบะปาก จากนั้นก็ร้องไห้เสียงดังลั่นแล้วเดินจากไป 

มองว่าองค์หญิงอยากเรียนหนังสือ ใต้เท้ายูนก็ถือโอกาสกราบทูลพระเจ้าซองโจให้หาพระสหายมาเรียนเป็นเพื่อให้นและช่วยติวหนังสือให้องค์หญิง โดยเสนอให้คัดเลือกบุตรสาวของขุนนางในราชสำนักที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและฉลาดหลักแหลม เมื่อมีผู้เสนอชื่อบุตรสาวของใต้เท้ายูน (โบยอง) พระราชาทรงยิ้มอย่างรู้ทันแต่ก็ยอมรับข้อเสนอ ทำให้ใต้เท้ายูนและเหล่าลิ่วล้อพากันยิ้มปลื้ม แต่แล้วอยู่ๆ พระราชาก็หักหน้าใต้เท้ายูนอีกทีด้วยการเลือกบุตรสาวของราชบัณฑิตโฮ (ยอนอู) ให้มาเป็นพระสหายและผู้ช่วยด้านการเรียนขององค์หญิงอีกคน 

คืนนั้น ราชบัณฑิตโฮบอกยอนอูเรื่องที่พระราชาทรงมีรับสั่งให้คุณเข้าไปเรียนหนังสือในวังเป็นเพื่อให้นองค์หญิงทุกๆ 3 วัน โดยให้ยอนอูตัดสินใจเองว่าจะรับหน้าที่นี้ไหมซึ่งยอนอูก็ไม่ปฏิเสธ หลังจากลูกทั้งสองคนต่างก็ถูกพระราชาเรียกให้เข้าไปทำหน้าที่ในวัง ราชบัณฑิตโฮก็รู้สึกหนักใจและเป็นห่วงลูกๆ ที่อาจกลายเป็นเหยื่อของเกมการเมืองเข้าสักวัน เมียท่านราชบัณฑิตเห็นสามีวิตกหนักใจจนนอนไม่หลับ จึงปลอบใจว่ายอนอูเกิดมาพร้อมดวงชะตาของหญิงสูงศักดิ์ และคุณจะอยู่รอดปลอดภัย เพราะมีใครบางคนสัญญาเอาไว้ว่าจะปกป้องคุณด้วยชีวิต

วันต่อมา พระมเหสีเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพันปีและกล่าวแสดงความเป็นห่วงเรื่องที่องค์หญิงมินฮวาชอบทำตัวเป็นเด็กๆ พระพันปีหัวเราะและกล่าวว่าถ้าองค์หญิงมีพระสหายเป็นบุตรสาวของใต้เท้ายูนแล้ว อีกไม่นานองค์หญิงก็จะดีขึ้นเอง พระพันปียังมีรับสั่งให้ธิดาเทพจากซองซูชองเข้าวังหลวง เพื่อให้ตรวจตรารูปร่างลักษณะพระสหายขององค์หญิงทั้งสองคน (ที่กำลังเดินทางมาเข้าวัง) พระมเหสีรู้สึกสงสัยจึงทูลถามว่า ทำไมต้องให้ธิดาเทพมาตรวจตราพระสหายขององค์หญิง พระพันปีตอบว่า เพราะอาจมีใครคนใดคนหนึ่งได้เป็น 'ชายา' ขององค์ชายรัชผู้สืบสกุล!!

ในเวลาเดียวกันนั้น เหล่าธิดาเทพ (รวมทั้งนกยอง) ต่างเดินทางมาถึงด้านหน้าประตูวัง ขณะที่นกยองเดินลงมาจากเกี้ยว ยอนอูก็เดินทางมาถึงพอดี นกยองมองยอนอูด้วยสีหน้าตกตะลึง คุณรู้แล้วว่ายอนอูคือเด็กที่อารีฝากฝังให้คุณช่วยปกป้อง เพราะยอนอูถูกดวงชะตากำหนดให้อยู่ใกล้เคียงพระอาทิตย์ (พระราชา) แต่ถ้ายอนอูเข้าใกล้พระอาทิตย์เมื่อไหร่ ก็จะประสบเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง

ไม่นานโบยองก็เดินทางมาถึง นกยองหันไปมองโบยองแล้วหลังจากนั้นก็ต้องตกตะลึงอีกรอบเมื่อเห็นลำแสงสีดำเปล่งประกายออกมาจากตัวโบยอง หลังจ้องมองใบหน้าโบยองครู่หนึ่ง นกยองก็อุทานออกมาว่า "มีพระจันทร์สองดวงรึนี่"

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 4

ขณะที่ซอลฮวายืนขวางไม่ยอมหลีกทางให้กลุ่มแทกิลเดินทางไปตามล่าแทฮา อดีตนักล่าเสืออ๊บบ๊กก็เล็งปืนไปที่แทกิลหมายยิงเข้าที่ศีรษะ

เมื่อคิดว่าซอลฮวาไม่ยอมหลีกทางให้แน่ แทกิลก็บอกให้ทุกคนเลี่ยงไปทางอื่น ซึ่งเป็นจังหวะที่อ๊บบ๊ก ลั่นไกพอดี (แทกิลเองก็หันไปเห็นเขาด้วยเช่นกัน) หลังถูกยิงแทกิลก็ร่วงลงจากหลังม้าแน่นิ่งไปชั่วครู่ ไม่นานเขาก็สำลักแล้วรีบหันไปบอกพิกัดคนร้ายกับเชและวังซอน จากนั้นก็สั่งการให้ทั้งคู่รีบออกไปตามจับตัวคนร้าย

เมื่อทาสหญิงโชบ๊กที่คอยดูต้นทางให้กับอ๊บบ๊ก เห็นแทกิลนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง เลยส่งสัญญาณบอก อ๊บบ๊กว่าภารกิจสำเร็จลุล่วง (อ๊บบ๊กมองไม่เห็นร่างแทกิล เพราะผ้าใบหลังคาร้านขายของบังอยู่) ระหว่างที่เชและวังซอนต่างรีบรุดตามหาตัวคนร้าย อ๊บบ๊กก็ลงมาจากหลังคากระท่อมและนำปืนไปซ่อนไว้ในกองฟืนโดยได้รับความช่วยเหลือจากทาสร่วมขบวนการ จากนั้นเขาก็แบกฟืนใส่หลังแล้วเดินออกไปแบบเนียนๆ

วังซอนตามมาเจออ๊บบ๊กที่แบกฟืนเดินร้องเพลงผ่านมา ถึงแม้จะหยุดมอง แต่เขาก็ไม่ติดใจสงสัย เพราะไม่คิดว่าทาสอย่างอ๊บบ๊กจะมีอาวุธร้ายแรงไว้ในครอบครอง ในที่สุด ทั้งเชและวังซอนก็ไม่สามารถตามจับคนร้ายได้

โชคดีที่แทกิลรู้สึกตัวก่อนเลยโดนยิงเฉียดหน้าผาก ถึงแม้จะไม่เป็นอะไรมากแต่เขาก็ต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางอีกที ระหว่างพักรักษาตัวที่ห้องเช่าในโรงเตี๊ยมของ 2 สาว คนดูแลม้าก็มาช่วยทำแผลให้  เขามั่นใจว่าตนเองทำได้แน่ โดยบอกว่าหัวม้ากับหัวแทกิลก็เหมือนๆ กัน เวลาโดนแทงก็มีรอยบาด หรือถ้าโดนยิงก็เป็นรูเหมือนกัน แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ผ้าพันแผล เขากลับทำได้ไม่ดี เลยพันไปบ่นไปว่าทำไมพันผ้าที่หัวแทกิลถึงไม่ง่ายเหมือนพันหัวม้า 

หลังพันแผลให้แทกิลเสร็จแล้วเขาก็เรียกเก็บเงิน แทกิลถามว่าค่าอะไร เขาตอบว่าค่าจ้างทำแผล แทกิลขู่กลับว่า เขาทำผิดกฏที่เป็นคนดูแลม้า แต่กลับมาทำแผลให้คนแล้วยังจะกล้าคิดเงินด้วยหรือ ถ้าหากหมอทุกคนรู้เข้าคงตามมาเล่นงานเขาที่บังอาจแย่งงาน ทำให้คนดูแลม้าไม่พอใจมาก

Goodbye Mr. Black เทพบุตรหัวใจสุดแค้น

"Goodbye Mr. Black เทพบุตรหัวใจสุดแค้น"  นำเสนอเรื่องราวของ "ชา จีวอน" อดีตทหารเรือประจำหน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม (หน่วยซีล) และผู้สืบสกุลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีชีวิตที่พลิกผันหลังถูกเพื่อให้นรักหักหลังจนทำให้สูญสิ้นทั้งครอบครัว อนาคต ธุรกิจ และคนรัก เขาจึงกลับมาชำระแค้นพร้อมตัวตนใหม่ ในนาม "แบล็ค"

ละครเปิดฉากขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เมืองไทย "ชา จีวอน" ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์และ "มิน ซอนแจ" ไล่ฆ่าจนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนและถูกยิงเข้าที่ไหล่ขณะกระโดดลงจากตึก เมื่อเห็นซอนแจเล็งปืนติดกล้องมาที่ตน จีวอนซึ่งบอบช้ำทั้งกายใจได้แต่นั่งนิ่งท่ามกลางถังแก๊สดุจยอมจำนนต่อโชคชะตา จากนั้นก็เปรยด้วยน้ำตานองหน้าว่า "ชั้นเหนื่อยแล้ว เรามาจบเรื่องนี้กันเถอะ" เมื่อซอนแจลั่นไก เรือนไม้ริมน้ำที่จีวอนนั่งพิงถังแก๊สอยู่ก็ระเบิดอย่างร้ายแรงและมีไฟลุกท่วม ก่อนสติสัมปชัญญะดับวูบภาพความทรงจำก็ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงของจีวอน ทั้งตอนที่เขากับซอนแจยังเป็นเพื่อให้นรักกัน และตอนที่เขาสวีทหวานกับ "ยุน  มารี" ซึ่งเป็นคนรัก แต่ภาพสุดท้ายที่เขานึกถึงคือสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งพูดกับเขาว่า "นายคือแบล็ค ชั้นคือสวอน" 

เมื่อจีวอนหลับตา เสียงหัวใจเต้นที่ดังขึ้นก่อนหน้านี้ก็หยุดลงและมีเสียงสัญญาณเตือน (จากเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ) ดังขึ้นมาแทนที่  หลังจากนั้น จีวอนก็กล่าวกับคนดูว่า "ชา จีวอน ได้ตายไปแล้ว แต่ผมจึงควรอยู่ต่อ และจะกลับมาอย่างแน่ๆ"

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ก่อนหน้า… ระหว่างฝึกจำลองการดำเนินการทางยุทธวิธี จีวอนนำทีมเพื่อให้นทหารลอบเข้าไปในฐานที่ตั้งของศัตรู แต่ไม่สามารถพาลูกทีมฝ่ากองกำลังของข้าศึกเข้าไปยังที่หมายได้ ด้วยความที่จีวอนต้องการชัยชนะในการฝึกคราวนี้ เขาจึงตัดสินใจบุกเดี่ยวเข้าไปในที่ดินของศัตรูโดยไม่ฟังคำทัดทานของลูกทีม ซ้ำยังถอดกล้องติดหมวกและหูฟังออกอีกด้วย

"ยุน แจมิน" (ผู้การยุน) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ควบคุมการฝึกที่คอยสังเกตการณ์ผ่านกล้องวงจนปิด เห็นจีวอนตัดสินใจบุกโดยพลการจึงสั่งให้หยุด แต่จีวอนไม่ได้นำหูฟังติดตัวไปด้วยเลยไม่ได้ยิน ลูกทีมคนหนึ่งของเขาจึงต้องวิ่งตามไป ในที่สุดจีวอนก็บุกเข้าไปยังที่ดินเป้าหมายได้สำเร็จแต่สุดท้ายก็ถูกซอนแจ (ซึ่งอยู่ต่างทีม) ใช้ปืนสำหรับการฝึกจ่อหัวก่อนลั่นไก แม้จะถูกศัตรูฆ่าตาย แต่จีวอนก็ยังมีไม้เด็ดเพราะเขาได้ตั้งระเบิดเวลาเอาไว้ล่วงหน้าก่อนถูกยิง เมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นทีมของจีวอนจึงเป็นข้างชนะในที่สุด

ในขณะที่จีวอนและลูกทีมต่างร้องรำทำเพลงด้วยความดีเลิศใจที่พวกตนเป็นข้างชนะ ซอนแจก็บุกเผ่านาในห้องและโวยวายเรื่องที่จีวอนขโมยกางเกงในของตนไปใส่ ซอนแจวิ่งไล่จับจีวอนและพยายามทวงกางเกงในของตนคืน จีวอนแย้งว่าเพื่อให้นยืมกางเกงในเพื่อให้นจะเป็นไรไป ทีซอนแจยังใช้ของทุกอย่างที่เป็นของตน  ซอนแจโวยลั่นว่าอยากยืมอะไรก็ยืมได้แต่ต้องไม่ใช่…กางเกงใน!

ทันใดนั้น ผู้การยุนและเหล่านายทหารคนสนิทก็บุกเผ่านาในห้อง ศึกแย่งชิงกางเกงในจึงยุติลงทันควัน จีวอนรู้ว่าผู้การยุนมาเรื่องรางวัลจึงดีใจจนออกนอกหน้า ผู้การยุนประกาศว่าจะให้ทีมของจีวอนซึ่งเป็นข้างชนะได้หยุดพักตามสัญญา ยกเว้นจีวอนที่ทำตามอำเภอใจและไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา จีวอนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสี ขณะโดนหิ้วปีกออกจากห้องเพื่อให้นำตัวไปทำโทษ จีวอนพยายามประท้วงและร้องบอกผู้การยุนว่า "ท่านเองก็รู้ไม่ใช่เหรอครับว่าวันนี้เป็นวันอะไร"

"ชา แจวาน" หรือ "ประธานชา" (พ่อของจีวอนและประธานกลุ่มบริษัทซอนอู) ไปหาหมอที่โรงพยาบาลและได้รับข่าวร้ายว่าเขาจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด เมื่อหมอขอให้เขาเรียกจีวอนมาลงนามในหนังสือยินยอมให้ผ่าตัด ประธานชาก็ขอเลื่อนการผ่าตัดออกไปเป็นปีหน้าโดยบอกว่าตนกำลังจะเริ่มลงทุนทำธุรกิจใหม่ หมอคนดังกล่าวข้างต้นพยายามเกลี้ยกล่อมโดยเตือนว่า หากประธานชาเป็นอะไรไปจะเข้าทางคนที่จ้องฮุบตำแหน่งของเขา เพื่อให้ป้องกันไม่ให้เกิดศึกแย่งชิงเก้าอี้ เขาจึงควรวางมือ (รักษาตัว) แล้วมอบหมายให้จีวอนมาดูแลบริษัทแทน ประธานชายืนกรานว่าจะยังไม่ผ่าตัดจนกว่าธุรกิจใหม่จะเป็นรูปเป็นร่าง เพราะไม่ต้องการผลักภาระทั้งหมดไปให้ลูกชายคนเดียวของตน หมอคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขู่ว่าจะไม่จ่ายยาแก้ปวดให้จนกว่าประธานชาจะยอมเข้ารับผ่าตัด จากนั้นก็ชี้ว่าขาของประธานชามีปัญหาอักเสบเรื้อรังมาตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บขณะเป็นทหาร  และตอนนี้กระดูกรอบๆดังที่กล่าวถึงมาแล้วได้เกิดการอักเสบเฉียบพลันจึงจำเป็นต้องตัดขาข้างหนึ่งทิ้งก่อนที่เชื้อจะขยาย

พยาบาลที่อยู่ภายในห้องได้ยินดังนั้นจึงรีบโทรฯ ไปบอก "ซอ จินแทค" (ผู้ตัดสินผู้จัดการ กลุ่มบริษัทซอนอู) ซึ่งหมายปองตำแหน่งของประธานชา พอรู้ว่าประธานชาจะเข้ารับการผ่าตัดในไม่ช้า จินแทคจึงขอให้ "เพ็ก อึนโด" เตรียมเงินทุนไว้ให้ตนซื้อตัวผู้ตัดสิน อึนโดไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ก็แค่เขายังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจว่าจะได้อะไรเป็นค่าชดเชย จินแทคเลยนำธุรกิจคาสิโนที่อึนโดฝันอยากทำมาล่อ แต่อึนโดกลับบอกว่าขอแค่จินแทคเชื่อฟังตนก็พอ เขานำภาพถ่ายครอบครัวของจินแทคมาข่มขู่ พลางกล่าวว่าตนเป็นเจ้าพ่อเงินกู้ (ปล่อยเงินกู้นอกSystemโดยคิดดอกเบี้ยมหาโหด) ก่อนให้เงินใครตนจำเป็นต้องมั่นใจและต้องหาอะไรบางสิ่งบางอย่างมาเป็นหลักประกัน ตนไม่สนใจว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้ประธาน ขอเพียงคนๆ นั้นเชื่อฟังคำสั่งและไม่แข็งข้อหลังใช้เงินของตน หากจินแทครับเงื่อนไขของตนไม่ได้ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่พร้อมทำหน้าที่แทน

ซอนแจกลับมาบ้าน (ของจีวอน) พร้อมกล่องของขวัญพลางร้องหาพ่อ เมื่อเห็น "ชา จีซู" (น้องสาวจีวอน) เดินลงบันไดมาหาในสภาพใส่เสื้อเกาะอกและนุ่งกระโปรงสั้น เขาจึงสวมบทพี่ชายด้วยการตำหนิที่คุณแต่งตัวไม่เหมาะสม จีซูเห็นซอนแจทำตัวอย่างกับเป็นพี่ชายของคุณ จึงแย้งว่าเขาและคุณไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกันสักนิด (คุณชอบซอนแจในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้ชอบแบบพี่ชาย) ซอนแจจึงชี้ชัดว่าสำหรับตนแล้ว…น้องสาวเพื่อให้นก็เหมือนน้องสาวตน

"ยุน มารี" (แฟนจีวอน) เดินมาเห็นจีซูนุ่งน้อยห่มน้อยเลยไล่ให้ไปใส่เสื้อผ้าหนาๆ เพราะอากาศข้างนอกค่อนข้างหนาว ซอนแจเห็นหน้ามารีเปื้อนถ่านก็รู้สึกขำและจะช่วยเช็ดออกให้ แต่มารีรีบเบี่ยงตัวหลบและเอามือปัดป้อง คุณเห็นซอนแจกลับมาบ้านคนเดียวจึงถามหาจีวอน เมื่อซอนแจบอกว่าจีวอนมาไม่ได้เพราะถูกตนฆ่าตายแล้ว มารีก็ร้องว่า "อีกแล้วเหรอ" 

ขณะดักจับปลาในลำธารกับประธานชา  ซอนแจเล่าว่าในการฝึกทุกครั้งจีวอนมักเป็นข้างแพ้ตน จีวอนคงแค้นน่าดูถึงได้วางระเบิดฆ่าตัวตาย ตอนนี้คงโดนทำโทษอยู่แหงๆ ประธานชากล่าวว่าซอนแจน่าจะแกล้งยอมแพ้จีวอนบ้าง ซอนแจโม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพ่ายให้จีวอนเพราะทักษะของพวกตนห่างชั้นกันมาก ระหว่างจับปลาทั้งคู่หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปเห็นจีวอน ซอนแจก็รู้สึกแปลกใจที่เขากลับมาเร็วเกินคาด จีวอนกล่าวว่าตนมาที่นี่เพื่อให้ฆ่าซอนแจ หลังจากนั้นสองชายหนุ่มก็วิ่งไล่จับกันในน้ำที่เย็นเฉียบเหมือนกับเป็นเด็กๆ

ปรากฏว่าวันนี้เป็นเกิดของประธานชา และนี่ก็เป็นเหตุผลที่จีวอนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ให้ทีมของตนเป็นข้างชนะ (จะได้หยุดพักแล้วมาฉลองวันเกิดกับพ่อ) มารีบอกให้ประธานชาอธิษฐานก่อนแล้วค่อยเป่าเค้กวันเกิด แต่ประธานชากล่าวว่าตนไม่มีความจำเป็นต้องอธิษฐานเพราะตนได้ทุกสิ่งที่จำเป็นแล้ว เขาขอบใจทุกคนที่เป็นทั้งคนในครอบครัวและเพื่อให้นของตน จีวอนได้ยินดังนั้นเลยประกาศว่าตนจะแต่งงานกับมารีเพื่อให้ให้มารีเป็นคนในครอบครัวจริงๆ ตามที่พ่อปรารถนา มารีได้ยินดังนั้นก็ทั้งอายและตระหนกตกใจ ซอนแจฟังแล้วหน้าถอดสี จีซูถึงกับเพลียที่พี่ชายของตนขอสาวแต่งงานแบบไม่โรแมนติกเอาเสียเลย ส่วนประธานชาซึ่งอยากให้ลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝาแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่ทั้งคู่ก่อนเชียร์ให้ลูกชายเดินหน้าสุดกำลัง

มารีแอบงอนที่สองพ่อลูกเห็นการแต่งงานเป็นเรื่องขำๆ  แม้จะรู้ว่าจีวอนเป็นคนสนุกสนานขี้เล่นแต่ลึกๆ แล้วคุณก็ยังแอบหวังว่าจะได้ยินคำพูดหวานๆ จากปากจีวอน จีวอนตามมาง้อโดยสวมกอดมารีทางด้านหลังแล้วบ่นว่านึกถึง จากนั้นก็ขอคุณแต่งงานอีกรอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่มารีอยากฟังคำพูดซึ้งๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เกินความชำนาญของทหารประจำหน่วยรบพิเศษอย่างจีวอน เขาบอกมารีว่าตนอยากเจอคุณตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่เลยรีบคลอดก่อนกำหนดตั้ง 1 สัปดาห์ ทั้งยังขอบคุณมารีที่คลอดก่อน 3 เดือนแต่ก็ยังรอตน พูดจบเขาก็แกล้งเรียกคุณว่าพี่สาว มารียิ่งฟังก็ยิ่งงอนเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากได้ยิน จีวอนจึงคว้าตัวคุณมาจูบ (ซอนแจจะออกมาตามทั้งคู่ แต่พอเห็นภาพบาดตาบาดใจเขาจึงเดินกลับเข้าบ้านไป)

จีวอนบอกมารีว่าถึงแม้คุณจะขี้งอนแต่เขาก็ยังชอบคุณอยู่ดี เขาขอคุณแต่งงานอีกทีก่อนสวมแหวนทองให้คุณที่นิ้วก้อย (เป็นแหวนทองลักษณะเดียวกับที่ชาวเกาหลีมอบให้เด็กเป็นของขวัญวันเกิดปีแรก) พลางโม้ว่าตนรอโอกาสนี้มานาน 28 ปี ความจริงแล้วตนตั้งอกตั้งใจว่าจะยอมรับรักในวันเกิดปีแรกของมารี แต่ตอนนั้นตนเพิ่งจะอายุ 9 เดือนเลยยังไม่รู้วิธีพูด เขายังบอกคุณด้วยว่าจะมอบแหวนที่สวยกว่านี้ให้คุณในวันแต่งงาน มารีหายงอนและขอให้จีวอนเกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะไม่ตายก่อนคุณ ถึงแม้ว่าจะเป็นการตายหลอกๆ ในระหว่างการฝึกก็ตาม จีวอนหยอกมารีว่าถ้าอยากแต่งงานกับคนที่กลั้นหายใจใต้น้ำที่ระดับความลึก 85 เมตรได้นาน 7.50 นาทีอย่างตน คุณจำเป็นต้องฝึกกลั้นหายใจและสร้างสถิติใหม่ให้ได้อย่างน้อย 7.50 นาที พูดจบจีวอนก็คว้าคอมารีหวังจูบทำลายสถิติ แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน

ปรากฏว่าคนที่โทรฯ หาจีวอนคือ "มิน ยงแจ" (พ่อแท้ๆ ของซอนแจ) ซึ่งถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รังแกและคุมตัวเอาไว้ พอจีวอนไปถึงเหล่านักเลงก็ถือไม้หน้าสามเดินตรงไปหาเขา ยงแจร้องบอกพวกนักเลงว่าจีวอนสังกัดหน่วยรบพิเศษและเป็นลูกชายคนเดียวของซอนอูกรุ๊ป จีวอนได้ยินแล้วถึงกับอึ้งเพราะนั่นเป็นการชี้เป้าให้พวกนักเลงเล่นงานและหาผลประโยชน์จากตน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมตกหลุมพราง แม้จะมาคนเดียวและไม่มีอาวุธแต่จีวอนซึ่งผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักก็พร้อมรับมือ เขาใช้วิธีหลอกล่อ หลบหลีก และไม่ตอบโต้ เพื่อให้ไม่ให้เหล่านักเลงนำมาอ้างว่าเขาเป็นทหารที่รังแกประชาชน และป้องกันไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ ครั้นพบสบโอกาสเขาก็ชวนยงแจหนีพลางกล่าวว่ายงแจเดือดร้อนหนักแน่คราวนี้

ระหว่างเดินกลับบ้าน มารีพยายามโทรฯ หาจีวอนแต่ติดต่อไม่ได้เลยรู้สึกเป็นห่วง ซอนแจ (ซึ่งเดินไปส่งมารีที่บ้าน) สงสัยว่าถ้าตนไม่รับสายบ้าง มารีจะเป็นห่วงตนเหมือนที่เป็นห่วงจีวอนไหม มารีไม่ตอบ คุณขอให้สองชายหนุ่มเลียนแบบกันแต่เรื่องดีๆ จากนั้นก็บ่นแบบงอนๆ ว่าจีวอนน่าเบื่อจะตาย ซอนแจได้ยินดังนั้นจึงถามแบบทีเล่นทีจริงว่า ลองเปลี่ยนมาคบกับตนดูไหม มารีคิดว่าซอนแจแหย่เล่นจึงไม่ใส่ใจ ซอนแจถามต่อว่าคุณจะเลือกใครหากตนและจีวอนต่างก็มีแต่ตัวทั้งคู่  มารีตอบว่าคุณจะไม่เลือกใครเลย และนั่นก็ทำให้ซอนแจยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ

เจ้าหญิงด็อก-ฮเย

เจ้าหญิงด็อก-ฮเย ประสูติตอนวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1912 ณ พระราชวังชางด๊อกกุง พระองค์เป็นพระราชธิดาองค์เล็กของสมเด็จพระพระราชาธิราชโกจง ที่ประสูติแต่พระสนมบง-นย็อง ใน ค.ศ. 1917 พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พระราชวงศ์เนื่องด้วยเป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กและเป็นธิดาโปรดของพระราชบิดา โดยได้รับการอภิบาลเลี้ยงดูที่พระราชวังต๊อกซูกุง และได้รับพระราชทานให้พักในชอกโจดัง พระตำหนักฮัม-นย็อง
จนปี ค.ศ. 1919 พระองค์ได้ทรงหมั้นอย่างลับ ๆ กับคิม จังฮัน หลานของคิม ฮวังจิน (เจ้าพนักงานสำนักพระราชวัง) และทางการญี่ปุ่นได้นำตัวพระองค์ไปยังญี่ปุ่นเพื่อให้อ้างว่าไปศึกษาต่อภายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกับพระเชษฐา พระองค์ได้ศึกษาในโรงเรียนกะกุยกอิงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1930 พระองค์มีพระอาการเดินละเมออย่างร้ายแรง และได้เสด็จไปประทับพระราชวังลี ในกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ร่วมกับพระเชษฐา คือ เจ้าชายอุยมิน โดยหมอได้วินิจฉัยพระอาการของพระองค์ว่าเป็นโรคจิตเสื่อมที่มีทักษะมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่ภายหลังพระอาการของพระองค์นั้นดีขึ้นตามลำดับ
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1931 พระองค์ได้เสกสมรสกับโซ ทะเกะยุกิ ชาวญี่ปุ่นชั้นสูงตระกูลโซ โดยการคลุมถุงชนของสมเด็จพระพระราชาธิราชนีเทเม พระมเหสีของสมเด็จพระพระราชาธิราชไทโชของญี่ปุ่น โดยพระองค์ได้ให้ประสูติพระธิดา 1 องค์ คือ โซ มะซะเอะ หรือในภาษาเกาหลีเรียกว่า จง จองฮเย (Jong Jeonghye) ช่วงวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1932 แต่ชีวิตคู่ของทั้งคู่ไม่ได้โรยกลีบกุหลาบ สุดท้ายชีวิตรักของพระองค์และสวามีได้ลงท้ายด้วยการหย่าจากกันในปี ค.ศ. 1953
เจ้าหญิงด๊อก-ฮเยได้เสด็จกลับเกาหลีในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1962 โดยประทับอยู่ในพระตำหนักนักซอน พระราชวังชางด๊อกกุง ร่วมกับพระราชวงศ์พระองค์อื่น พระองค์ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในเกาหลีจนสิ้นพระชนม์ ช่วงวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1989 ที่พระตำหนักซูกัง พระราชวังชางด๊อกกุง และฝังพระศพในนัมยังจู ใกล้โซล สิริรวมพระชนมายุ 76 พรรษา
"ควอนบี ยอง" นักเขียนเจ้าของรางวัลวรรณกรรมชิลล่าแห่งเกาหลีได้เขียนประวัติของพระองค์ชื่อ Princese Deokhye แปลไทยแล้ว ชื่อเรื่อง "องค์หญิงดอกเฮ เจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โชซอน" ควอนบียอง บรรจงถ่ายทอดโศกนาฏกรรมอิงประวัติศาสตร์เรื่องเยี่ยมจนขึ้นแท่นหนังสือติดชั้นขายดีของประเทศเกาหลีใต้ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนแค่นั้นก่อนจะครอตำแหน่ง Bestseller และยกให้เป็น 'หนังสือแห่งปี'
โศกนาฏกรรมอิงประวัติศาสตร์เรื่องเยี่ยมนี้ ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยได้ ซอนเยจิน ดาราหนังเจ้าหน้าที่แถวหน้าของเกาหลี เจ้าของรางวัลดาราหญิงยอดเยี่ยมหลายเวทีมารับบทองค์หญิงดอกเฮ ภายใต้การกำกับโดย ฮอจินโฮ ผู้กำกับมือรางวัลจากหนังรักหลายต่อหลายเรื่อง
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในเกาหลีใต้ สิงหาคม 2016 ที่ผ่านมา และเราสามารถติดตามชมเรื่องนี้ได้ที่นี่เป็นภาษาเกาหลีเท่านั้น…

13 REASONS WHY SEASON 3 – ใครฆ่าไบรซ์ วอร์คเกอร์

13 REASONS WHY SEASON 3 เป็นซีรีส์วัยรุ่นดราม่าจากเน็ตฟลิกซ์ที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อดังตอนนี้กลับมาแล้ว ภายหลังที่เจอในชื่อไทยเรื่อง 13 บันทึกหัวใจสลาย ก็ว่าไปนั่น555 ภายหลังที่ทำโปรเจกต์ปูก่อนเข้าซีซั่น 3 ดูได้ที่นี่ คนอีกจำนวนไม่น้อยที่สมัครเน็ตฟลิกซ์ไว้คงจะได้ชมไปแล้วกับซีซั่นที่ 3 นี้ซึ่งฉายวันศุกร์ก่อนแล้ว เราจะได้เห็นทิศทางใหม่ที่ซีรีส์พยายามทำและพยายามเป็น ซึ่งมันก็ทั้งได้ผล และก็ล้มเหลวในเวลาเดียวกัน แต่มันอยู่ในมาตรฐานสมเป็น 13 บันทึกหัวใจสลาย หรือเปล่านั้น รีวิวของผมนี้จะเป็นตัวที่นำเสนอให้คร่าว ๆ อย่างไม่มีสปอยล์ครับ

“13 REASONS WHY SEASONS 3 เมื่อ ไบรซ์ วอร์คเกอร์ อดีตอันธพาลผู้หญิงที่ถูกย้ายโรงเรียนหายตัวไปอย่างลึกลับ ถูกฆาตกรรมในเวลาต่อมา เคลย์และเพื่อให้นในลิเบอร์ตี้ไฮท์เริ่มหวาดระแวงและไม่ไว้ใจกัน จากเหตุการณ์ที่เทย์เลอร์เคยคิดก่อไว้ สร้างความตึงเครียดขึ้นในกลุ่ม หนำซ้ำเด็กใหม่ที่ชื่อ “อานี” ก็ดูมีความเกี่ยวเนื่องอะไรบางอย่างกับไบรซ์ วอร์คเกอร์ด้วย เคลย์จะหาคำตอบได้ทันไหมว่าคดีฆาตกรรมคราวนี้ มูลเหตุมาจากอะไร และใครเป็นคนก่อ ใช่คนในกลุ่ม หรือคนนอกกลุ่มที่คาดไม่ถึงไหม?”

 

13 บันทึกลับหัวใจสลาย สู่ “สิ่งตรงหน้า”
13 REASONS WHY SEASON 3 – ใครฆ่าไบรซ์ วอร์คเกอร์ 1
เคลย์ และ ตัวละครใหม่ อานี่ ที่จะมากระชากหน้ากากฆาตกรในซีซั่นนี้
13 บันทึกลับหัวใจสลาย ซีซั่นหนึ่ง เอ๋ยถึง “เรื่องเล่าผ่านเทปบันทึกเสียง” หรือ ซีซั่นสอง กล่าวถึง “ภาพโพราลอยด์ที่ส่งผลกระทบ” ซีซั่นสามนี้ จะพาไป “สำรวจจิตใจของมนุษย์เรา ผ่านสิ่งที่มองได้ด้วยตา” ใช่ครับ ใจความสำคัญนี้จะนำเสนอเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นำไปสู่คีย์หลักสำคัญของเรื่องอย่างที่ได้ปูมา นั่นคือ  “ใครฆ่าไบรซ์ วอร์คเกอร์” ผ่านตัวละครทั้งเก่า และใหม่ที่เผ่านาขับเคลื่อนเรื่องราวของชีวิตมัธยมที่เคยแสนธรรมดา จนกระทั่งฮานน่าห์ เบเกอร์ ได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันนำมาสู่ผลใน 13 บันทึกลับหัวใจสลาย ซีซั่นนี้นี่เอง แต่เรื่องจะเล่าผ่านคำบอกเล่า ที่ทำให้เรารู้จัก “อะไร” มากขึ้นเกี่ยวกับตัวละครที่อาจจะทั้งน่าสงสาร น่าสมเพช และสุดสะเทือนใจ ซึ่งมันก็แล้วแต่คนดูแต่ละคนแล้วกัน ว่าจะให้ใครมีความจริงแบบไหน

ปริศนาไม่หวือหวา แต่หวือหวากว่าคือระหว่างทาง
13 บันทึกหัวใจสลาย
จัสติน อานี แซค และ เคลย์ กำลังสืบคดีครั้งสำคัญที่มีความลับเป็นพนัน
13 บันทึกลับหัวใจสลาย เราจะเห็นตัวละครต่าง ๆ มีพัฒนามากขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็มีผลมาจากสองซีซั่นก่อนหน้าทั้งสิ้น แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะดูซีซั่นสามไม่เข้าใจ เพราะคราวนี้เราได้ “อานี” ตัวละครผิวสีใหม่แทนคนดูและตัวละครแฮนน่าห์ที่ไม่มีหน้าที่แล้วในซีซั่นนี้ แต่อิทธิพลของแฮนน่าห์ยังคงมีอยู่เป็นระยะ ๆ ตาม 13 บันทึกลับหัวใจสลาย โดยในการสนองตอบของตัวละคร คนรอบตัวเริ่มมีความคิดที่ดูจะเป็นไปตามวัยรุ่นมากกว่าภาคก่อนที่ไปมัวเล่าอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แต่ตรรกะก็ยังบ้าบอ แถม 13 บันทึกลับหัวใจสลาย เวลาปริศนาจะแก้ดื้อ ๆ เลยครับ สงสัยใคร ดูมีแรงจูงใจ ยังไงก็พุ่งเข้าไปหาคนนั้น จนต้องมาเคลียร์กันอย่างนี้ทั้งตอน แต่ระหว่างนั้น “ความลับ” ของแต่ละคนก็จะออกมาเชื่อมกับเรื่องอย่างช้า ๆ ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับปัญหาที่เคยค้างคาในซีซั่นก่อน ๆ หรือเปิดใจความสำคัญใหม่ ไม่ว่าจะ การคุกคามทางเพศ, การใช้ความร้ายแรง, การทำแท้ง, การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาเสพติด การต่อสู้สิทธอเพศ และอีกต่าง ๆ นา ๆ ที่ซีรีส์พยายามใส่เผ่านา

ชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
13 REASONS WHY SEASON 313 บันทึกลับหัวใจสลาย ซีซั่นที่แล้ว พยายามบอกคนดูอย่างเรา ๆ ว่า อย่าตัดสินใครเพียงเพราะเห็นเขามุมเดียว ซีซั่นนี้เลยใจกล้า พาคนดูเราไปสำรวจตัวละครที่ดูจะลอยตัวจากซีซั่นที่แล้วอย่างไบรซ์ วอร์คเกอร์ ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นปีศาจที่เกิดมาเพื่อให้ปลิดชีวิตแฮนน่าห์ เบเกอร์ ใช่ไหม? หรือมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งซีรีส์ประสบความสำเร็จมากในการตีความตัวละครนี้ให้มีมิติมากกว่าซีซั่นก่อน ๆ จนบางครั้งก็คิดว่าชีวิตมนุษย์เราคงไม่มีใครที่จะเป็นแบบนั้นตั้งแต่ต้นหรอก มันต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็สะท้อนผลกระทบที่ตัวละครต่าง ๆ ที่ได้รับจากการอยู่กับไบรซ์ ว่ามันส่งผลเสียอย่างไร  

แคสดี มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่…
13 REASONS WHY SEASON 3 – ใครฆ่าไบรซ์ วอร์คเกอร์ 2
ทำไมใคร ๆ ก็ไม่ชอบฉัน TT
13 REASONS WHY SEASON 3 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าดาราหนังคือหัวใจสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเราคงจะได้เห็นตัวละครพวกนี้โลดแล่นมาตลอด ซึ่งพวกเขาก็ยังทำได้ดีอยู่ ติดอยู่แค่อย่างเดียว คือ “อานี” ที่ผมไม่เห็นเสน่ห์ของคุณเลย ซ้ำยังถูกบทรังแกอย่างน่าเสียดาย เพราะทั้งใน 13 บันทึกลับหัวใจสลาย เราจะเห็นคุณพยายามมีส่วนร่วมกับคุณทั้งหมด และมันก็ช่างง่ายดายเกินไป  ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ เนื้อเรื่องไม่ต้องมีอานีก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับตัวละครสำคัญของเรื่อง 13 บันทึกลับหัวใจสลาย คงเล่าผ่านเคลย์ได้แน่ ๆ ซึ่งเพราะมีคุณในทุกสภาพการณ์นี่แหล่ะ ที่ทำให้เรื่องราวไม่เข้มข้นเท่าที่ควร อย่างที่ฝรั่งบอกกันจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าคุณเป็นจุดอ่อน แต่หวังว่าซีซั่นสุดท้าย จะทำให้บทคุณน่าสนใจกว่านี้นะ

13 บันทึกหัวใจสลาย ควรดูไหม?

13 บันทึกลับหัวใจสลาย
13 บันทึกลับหัวใจสลาย
13 บันทึกลับหัวใจสลาย ซีซั่นนี้ก็ถือว่ายกระดับจากซีซั่นที่แล้วในระด้บหนึ่ง เรียกว่าดีมากกว่าซีซั่น 2 แต่ยังเป็นรองซีซั่น 1 ตรงที่มันไม่ค่อยจะใจสลาย แต่ดูแล้วเหนื่อยใจแทนตัวละครในเรื่องมาก ต้องมาเจอเรื่องวุ่นวาย แถมยังมีใครที่ไหนไม่รู้ เผ่านาสร้างเรื่องราวให้ทุกอย่างไปไกลกว่าอีก ปริศนาแม้จะไม่ได้ซับซ้อน แต่ก็ชวนให้ติดตามเรื่อย ๆ แต่ยังติดเนือย ๆ ในบางตอน แต่น้อยกว่าซีซั่นที่แล้ว ขอบอกก่อนเลยว่าคนที่จะดูซีรีส์ 13 บันทึกลับหัวใจสลาย ต้องว่างพอสมควร หรืออยากหาอะไรดาร์ก ๆให้กับชีวิตซะมากกว่า เพราะมันไม่เพลิดเพลินหรือตลกหรรษาเลย มันคือความเทาของชีวิตคนเท่าที่มันจะเป็นได้ แต่ถามว่าทำไมผมถึงชอบเรื่องนี้ ผมคงตอบได้เพราะว่า

ELI อีไล หลอก หลอน ลับลวงพราง

อีกหนึ่งหนังสยองขวัญจาก Netflix ที่ต้อนรับการมาของฮัลโลวีนในเดือนนี้ นี่ไม่ใช่หนังที่สร้างมาลง Netfix โดยตรง แต่เป็นหนังสร้างลงโรงที่ทำโดยค่าย Paramount (ค่ายดาวภูเขา) พร้อมได้ลิฟไทเลอร์มาเล่นตัวเอก (เล่นเป็น Dr. Isabella Horn หมอรักษาอีไล) แต่ Netflix สนทนาซื้อมาลงในแพลตฟอร์มของตนเองแทน พร้อมแปะตรา Original Netflix ไม่ให้ไปไหนโผล่ที่ไหนอีก และก็แน่ๆว่านี่ไม่ใช่ผลงานสนองนี๊ดตามใจผู้กำกับเหมือนหนังเน็ตฟลิกซ์ทั่วไป ตัวหนังมีเรื่องราวและการสูตรสำเร็จที่แมสตามแบบหนังโรงอยู่ในตัว

หนังมาพร้อมกับพล็อตและเรื่องราวที่แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไปพอตัว ออกแนววิทยาศาสตร์ ทฤษฎีสมคบคิด ผีหลอก จิตหลอน ผสมปนเปกัน  เนื้อเรื่องเริ่มด้วยอีไลเด็กที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองจากสภาพแวดล้อมทั่วไป ทำให้ต้องอยู่ภายในห้องกักเชื้อในบ้าน ไปไหนมาไหนก็ต้องใส่ชุดเหมือนนักบินอวกาศ ทำให้แปลงเป็นชีวิตที่ทรมานซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งแม่และพ่อก็พาไปรักษากับหมอ ดร.อิซาเบลล่า เฉพาะทางที่สร้างบ้านตัวเองเป็นบ้านปลอดเชื้อโดยเฉพาะ แต่แล้วเปลี่ยนเป็นว่าอีไลกลับพบเจอเรื่องราวสยองขวัญเหนือธรรมชาติหลายอย่างในที่แห่งนี้ที่หาคำตอบไม่ได้ และก็ไม่มีใครในบ้านพบเจอรวมทั้งเชื่ออีไลสักคน

รีวิว ELI อีไล หลอก หลอน ลับลวงพราง ครบสูตรหนังสยองขวัญ (ไม่สปอยล์) 1หนังเดินเรื่องด้วยอีไลเป็นหลักตลอดเวลา ซึ่งในบทก็วางให้เป็นเด็กที่มีความกล้านิสัยห่ามๆ พอตัว แต่ก็ยังต้องขวัญผวากับสิ่งที่พบเจอ น้องเล่นได้ดีตรึงความสนใจคนดูได้ตลอด ทั้งน่ารักและน่าสงสารไปพร้อมกัน หนังแบ่งเรื่องราวสยองเป็นเลเวลตามช่แวดวงบำบัดขั้นที่ 1 2 3 จาก ดร.อิซาเบลล่า ที่พฤติกรรมลับลวงพรางไม่น่าไว้ใจ เหมือนการจับอีไลไปลองมากกว่ารักษาจริง ช่วงพาร์ทตรงนี้ไต่ลำดับเป็นฉากสยองทีละขั้น มีแหวะนิดๆ เพราะหนังได้เรต R เลยไม่ต้องมาซอฟต์ๆ อะไร (อย่างฉากเจาะสมองอีไล) แต่หลังการรักษาทีละขั้นก็เป็นการมาของฉากหลอนผ่านสายตาอีไล ด้วยการเห็นสิ่งผิดปกติเหนือธรรมชาติในบ้านหลังนี้มากเพิ่มขึ้น (แต่หมอบอกว่าอีไลหลอนไปเองจากยาที่ใช้รักษา) ซึ่งฉากหลอนกลุ่มนี้มาหลายรูปแบบ การเล่นกับเงาที่ปรากฎเป็นรูปร่างต่างๆ การปรากฎตัวของผีเด็กหลายตัว ตัวหนังสือที่ปรากฎขึ้นมาเองบนกระจกกับเสียงหาที่มาที่ไปไม่ได้บอกว่าอีไลโกหกย้ำๆๆ โดยเล่นคำจาก ELI เป็น LIE กลับตัวอีไว้หลังชื่ออีไลให้เปลี่ยนเป็นว่า “โกหก” ซึ่งทั้งหมดนี้ทำเอาเราทั้งหลอนขนลุกไปพร้อมกับอีไลได้ โดยไม่ต้องเล่นมุกตุ้งแช่เลยสักฉาก และก็ไม่มีบทโง่ๆ ให้ตัวละครเดินเข้าไปหาเรื่องให้ผีหลอกอะไรทั้งสิ้น แถมการหลอกแต่ละครั้งจะมาต่อเนื่องเป็นชุดหลายแบบในฉากเดียวกัน เรียกว่าเป็น “คอมโบหลอน” ที่ถือว่าเด็ดใช้ได้เลย

เด็กสาวปริศนา Haley
เด็กสาวปริศนา Haley ที่ไม่รู้ว่าคน ผี หรือภาพหลอนกันแน่
นอกจากทั้งผี ทั้งหมอในบ้านที่น่ากลัวพอๆ กันแล้ว หนังยังเพิ่มตัวละครเด็กสาวปริศนา Haley ที่อยู่นอกบ้านหลังนี้แล้วแวะเวียนมาคุยกับอีไลเสมอ  เล่นโดยเด็กสาวที่รับบทแม็กซ์ใน Stranger Things ซึ่งคุณก็เล่นได้น่ารักน่าชังกวนๆ เหมือนเพื่อให้นเล่นของอีไลดี แถมมีความหลอนนิดๆ แบบเดาไม่ออกเลยว่านี่เป็นผีหรือคน หรือภาพหลอนจากยากันแน่?

นอกจากนั้นบทพ่อของอีไลก็ทำเอาคนดูสงสัยเข้าไปอีกจากพฤติกรรมแปลกๆ ที่ดูเหมือนซ่อนความลับอะไรไว้สักอย่าง ส่วนแม่ของอีไลก็เป็นแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ พร้อมช่วยเหลือทำทุกอย่างให้อีไลหายเป็นปลิดทิ้งให้ได้ ซึ่งคุณตีบทแตกทำให้เรารู้สึกสงสารเห็นอกเห็นอกเห็นใจคุณกับอีไลไปพร้อมกัน

Let It Snow อุ่นรักฤดูหนาว Love Actually

หนังวางเรื่องราวความรักไว้เป็นสเต็ปตามสูตรทุกอย่าง เริ่มจากทุกคู่มีปม ระหว่่างทางก็มีช่วงเวลาดีๆ ให้กันก่อนจะพบกับปัญหาจนแยกทางกัน สุดท้ายก็กลับมาคืนดีคลายปมความรัก หนังเป็นเส้นตรงแหน่วต่างกับ Love Actually ที่มีความรักหลายแบบให้ลุ้นมากกว่า ซึ่งก็เข้าใจแหละว่าหนังรักวัยรุ่นฉีกมากไม่ได้ สุดท้ายก็ยังเป็นความรักวัยเรียนที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หนังถึงเล่นเรื่องราววันคริสมาสต์จบได้ในวันเดียว กับคำถามที่ว่าวันเดียวแปรเปลี่ยนใจคนได้ไหม

 Let It Snow อุ่นรักฤดูหนาว
Let It Snow
หนังมีคู่เด่นๆ ที่เป็นหลักของเรื่องอยู่สองคู่คือ เรื่องราวการแอบรักเพื่อให้นที่โตมาด้วยกัน ซึ่งข้างหญิงเล่นโดย Kiernan Shipka ที่คุ้นหน้าตากันดีจากซีรีส์ Sabrina ของ Netflix เอง ซึ่งความน่ารักตัวเล็กติ้วหนาตาโตของคุณก็ยังเหมือนเดิม โดยข้างชาย Mitchell Hope ค่อนข้างโนเนมในบ้านเรา แต่ดังในอเมริกาจากซีรีส์ Descendants ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นได้ดี พระเอกมีปมว่าไม่กล้าบอกรักเพื่อให้นสนิท ในขณะที่คุณกำลังถูกผู้ชายอีกคนเผ่านาจีบ เปลี่ยนเป็นตอนเลิฟแบทเทิล ทำให้ต้องรีบตัดสินใจบอกรักในวันนี้ให้ได้ เป็นตอนที่ตลกดูเพลินๆ กับความเปิ่นของพระเอกที่สู้ผู้ชายคนใหม่ที่เผ่านาในชีวิตคุณไม่ได้ และหึงหวงออกนอกหน้าจนทำให้สมุทราะกัน  ก่อนจะแฮปปี้กันในตอนสุดท้ายกับคำรับสารภาพหวานเว่อร์ของพระเอก ซึ่งตอนนี้เด่นและทำออกมาพอดีที่สุดในเรื่องแล้ว

อุ่นรักฤดูหนาว Netflix
อุ่นรักฤดูหนาว Netflix
อีกคู่ก็คือ เรื่องราวของคนแปลกหน้าสองคนมาพบกัน โดยที่อีกข้างเป็นนักร้องวัยรุ่นดังที่พยายามหลบจากผู้คนที่มักแห่มาหาเขาจนไม่มีเวลาชีวิตเป็นส่วนตัว กับข้างหญิง (รับบทโดย Isabela Merced ที่ปัจจุบันเล่นหนังใหญ่เรื่อง Dora and the Lost City of Gold) ที่อยู่เมืองเล็กๆ แห่งนี้มาตลอดไม่สามารถทิ้งไปไหนได้ แม้จะได้ทุนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยดังในเมืองใหญ่ เพราะมีแม่ที่ป่วยต้องดูแล เป็นพาร์ทความรักแรกพบกับเป้าหมายในชีวิตหลังเรียนจบ ที่ต้องเลือกระหว่างความจริงหรือความฝัน หนังใช้ตัวละครนักร้องผิวสีผู้ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวทำให้เรื่องราวมีการผจญภัยหนีจากผู้คน โดยที่ข้างหญิงไม่รู้สึกอินอะไรกับความเป็นนักร้องของเขา แต่ห่วงหนักใจกับชีวิตตัวเองมากกว่า และจากนั้นก็ไม่คิดว่าวันเดียวมนุษย์เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่สุดท้ายก็ได้รู้หัวใจตนเองว่า “รักแรกพบมีจริง” บทหลักตกอยู่ข้างหญิงซึ่งเล่นได้ดีมีเสน่ห์ ดูเป็นสาววัยรุ่นที่แตกต่าง ฉลาด มีกึ๋น จนเชื่อว่าใครพบเจอก็ตกหลุมรักคุณได้แบบพระเอกในเรื่อง แต่ข้างชายกลับไม่ได้เด่นอะไรนัก ไม่ได้มีฉากโชว์ความสามารถร้องเพลงอะไรตามเรื่อง ดูขัดๆ ตาเหมือนแคสมาไม่กับบทดี ยังดีที่ข้างหญิงมีเรื่องให้น่าติดตามดูว่าคุณจะยอมรับ “รักแรกพบวันเดียว” ได้ไหม แถมยังต้องตัดสินใจเรื่องอนาคตทั้งชีวิตของคุณกับแม่อีกด้วย

คู่อื่นๆ ที่เหลือจากนี้เรียกว่าเป็นแค่น้ำจิ้มของเรื่องราวแล้ว หนังไม่ได้ให้น้ำหนักหรือการผจญภัยอะไรมาก (หนังยาว 91 นาที) ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าหนังทำได้ผ่านตามโจทย์วัยรุ่นรักง่ายไวในวันเดียวได้ ด้วยความที่วันคริสต์มาสหิมะกลายเป็นใจทำให้เรื่องราวโรแมนติคขึ้น แต่ข้อเสียของหนังเลยคือ เนื้อเรื่องหาทางออกง่ายเกินจนไม่มีลุ้นในเรื่องราว แถมยังมีช่วงบทงานปาร์ตี้ที่จัดโดย Jacob Batalon ดาราคุ้นตาจากบทเพื่อให้นซี้สไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นปัจจุบัน ซึ่งไม่รู้โกนหัวทำไมขัดตากับบทอย่างมาก มาคั่นเป็นระยะๆ ที่ดูแล้วออกแนวน่ารำคาญมากกับเรื่องราวหนังที่น่าจะออกโทนโรแมนติคราบรื่นกว่านี้ เข้าใจว่าหนังพยายามใช้ดาราวัยรุ่นคุ้นหน้าเรียกคนมาดู แต่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็ได้รับบทไม่เหมาะสมกับเรื่องราวจนดูขัดตา แต่ถ้าไม่คิดมากก็ดูเพลินๆ ได้ แต่ถ้าจะหวังให้ซาบซึ้งประทับใจแบบที่ Love Actually ทำไว้ก็ยังห่างไกลมากครับ

Lost In Space ทะลุโลกหลุดจักรวาล ซีซั่น 1 และ ซีซั่น 2

ครอบครัว”โรบินสัน” มนุษย์กลุ่มแรกๆที่ผ่านการทดสอบให้เดินทางย้ายถิ่นฐานไปยังดาว Alpha Centauri ด้วยยานอวกาศล้ำที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง ชื่อว่า “เรโซลูท” ภายหลังที่โลกโดนอุกาบาตพุ่งชนจนทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปอย่างเฉียบพลัน

แต่การเดินทางก็ไม่ได้ราบรื่น เมื่อ เรโซลูทถูกเอเลี่ยนโจมตีและลูกเรือต้องหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่นโดยใช้ยานเล็กที่เรียกกันว่า “จูปิเตอร์” และยานจูปิเตอร์ของครอบครัวโรบินสันได้ตกลงไปยังสมุทรที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งบนดาวเคราะห์ที่เหมือนโลก

จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัวนี้ได้เจอกับหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และเป็นตัวละครหลักที่สำคัญของเรื่องนี้ จุดนี้อยากให้ไปดูกันเองเพื่อให้ความสนุกนะครับ

หนังไซไฟที่ถ่ายทำดี
 Lost in Space ss1-ss2
Lost in Space ss1-ss2
สิ่งแรกที่เราจะได้เห็นคือคุณภาพการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพภาพ มุมกล้อง บทตัวละคร รวมทั้งสเปเชียลเอ็ฟเฟ็คที่ทำออกมาได้ดี ดียิ่งกว่าหนังไซไฟหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำครับ โดยเฉพาะชุดอวกาศที่ดูกับเนื้อเรื่อง เนื่องจากว่ามนุษย์ยังไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอะไรมากนักในตอนนั้น

โลเคชั่นที่ใช้ในการถ่ายทำดูน่าสนใจ ทั้งฉากสมุทรบนดาวอื่น รวมทั้งฉากหุบเขาบนดาวเคราะห์ที่เหมือนโลก ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดียิ่งกว่าที่คิดครับ โปรดักชั่นผ่าน ดูเพลินรีวิว Lost in Space ทะลุโลกหลุดจักรวาล ซีซั่น 1 และ ซีซั่น 2 1

 

อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี
ถือเป็นอีกเรื่องที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น 4K, HDR(Dolby Vision) และDolby Atmos ถ้าอุปกรณ์ที่เราใช้ดูรองรับ จะสามารถรับชมประสบการณ์ได้สุดกำลัง โดยเฉพาะใครที่ดูผ่านมือถือที่รองรับทั้ง 4K HDR และ Dolby Atmos จะฟินมากครับ

 

คลิเช แต่ดึงดูด ไม่น่าเบื่อ

สไตล์อวกาศ มนุษยชาติ มันก็จะมีจุดคลิเชบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เราก็จะเจอเยอะหน่อย เพราะเป็นซีรีส์ยาว แม้กระนั้นมันก็ไม่ได้โอเวอร์ถึงขนาดพาเบื่อเอาได้ครับ แต่ละตอนมีการนำเสนอที่น่าสนใจ คอยดึงความสนใจไม่ให้เราเบื่อ เรียกว่าได้ลุ้นกันแทบทุกตอน

ผมชอบตรงที่บางทีเราก็เดาไม่ออกว่าตัวละครต้องการอะไรกันแน่ ในส่วนนี้ทำให้เราอยากรู้ต่อไปว่า สุดท้ายแล้วมันใช่แบบที่คิดหรือเปล่า ตัวดี ตัวร้ายทำมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

 

อันตราย วิล โรบินสัน…
Lost in Space รีวิว Netflix
วิล โรบินสัน
เพราะว่าแก่นของเรื่องนี้จะมีหุ่นยนต์เป็นแกนสำคัญของเนื้อเรื่องหลัก เราจะได้เห็นเจ้าหุ่นคู่ใจครอบครัวโรบินสันตลอดเรื่อง และมันมีบทที่น่าสนใจ เนื่องมาจากเป็นหุ่นยนต์จากต่างดาวที่แทบไม่พูดเลยทั้งเรื่อง มีอยู่ไม่กี่ประโยคที่เราจะได้ยินจากปากเจ้าหุ่นตัวนี้

แต่เพราะมันไม่พูดนี่แหละ ทำให้ลุ้นว่า แท้จริงแล้วเจ้าหุ่นยนต์นี้คิดอะไรอยู่ มันเป็นเพื่อให้นแท้ของเราจริงไหม หรือมีอะไรแอบแฝงกันแน่ มันสร้างทั้งความหวาดระแวงและความอุ่นใจในเวลาเดียวกัน

ประโยคที่เราจะได้ยินตลอดทั้งเรื่องแน่ๆคือ “อันตราย วิล โรบินสัน” แล้วแอ็คชั่นก็เริ่มขึ้น ณ บัดนาว

Lost in Space จากซีซั่น 1 ไป ซีซั่น 2
เนื่องจากว่าเป็นการรีวิวรวบสองซีซั่น การดำเนินเรื่องของซีรีส์นี้ถือว่าคงเส้นคงวา มีแนวทางที่ถูกวางไว้ว่าจะเป็นซีรีส์หลายซีซั่น ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือเดินทางไปยังดาว Alpha Centauri ทำให้การคุมโทนของทั้งสองซีซั่นทำได้ดี และรู้สึกถึงความต่อเนื่องไม่สะดุด โดยเฉพาะยิ่งใครดูแบบยาวจากซีซั่น 1 จะยิ่งดี เป็นอีกอันที่ผมว่าเหมาะกับการใช้เวลาว่างในวันหยุดยาวนั่งดูรวดเดียว

และดูแล้วเป็นได้ว่าเราน่าจะได้เห็นซีซั่น 3 ต่อจากนี้ด้วยเช่นกันครับ แม้ว่า Netflix จะยังไม่รับรอง แต่ดูจากตอนจบแล้วผมคิดว่าน่าจะได้ไปต่อ

เทียบกับสตาร์เทร็ค
เป็นคำถามที่ผู้คนจำนวนมากอาจจะสงสัยว่า ถ้าเทียบสตาร์เทร็คกับเรื่องนี้ล่ะ ต้องบอกว่าแนวทางการนำเสนอรวมทั้งเนื้อหาหลักไปคนละทางเลยครับ สิ่งแรกเลยคือเรื่องนี้ มนุษย์จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานจากเหตุไม่คาดฝัน และพวกเขายังไม่พร้อมที่จะสร้างยานอวกาศที่สามารถเดินทางได้ไกล เพราะยานแม่ที่ใช้เดินทางนั้น สร้างในอวกาศและยังมีความเปราะบางไม่ได้มีการสร้างจากโลกแล้วบินขึ้นไปแบบหนังไซไฟหลายๆเรื่อง พูดง่ายๆว่าความไฮเทคยังห่างไกลสตาร์เทร็คมาก พวกชีลป้องกันอะไรนี่ไม่ต้องกล่าวถึงครับ

นอกจากนั้นแล้ว เนื้องเรื่องของเรื่องนี้จะโฟกัสที่ตัวครอบครัวโรบินสันและหุ่นยนต์ โดยจะเน้นความเกี่ยวข้องระหว่างพวกเขา รวมทั้งจุดหมายในการไปดาว Alpha Centauri ที่แน่ชัด เนื้อเรื่องอาจจะมีการแวะตามดาวต่างๆบ้างด้วยเหตุการณ์ที่จำเป็น ในขณะที่สตาร์เทร็คนั้นจะเป็นการออกสำรวจอวกาศมากกว่า ทำให้เรื่องนี้มีอารมณ์ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดมากกว่า

ด้วยความที่มนุษย์ในเรื่องนี้ยังไม่ไฮเทค อาวุธยุทโธปกรณ์เราก็บ้านๆ ทำให้พวกเขาดูอ่อนแอมาก จำเป็นต้องพึ่งพาหุ่นยนต์เอเลี่ยนนี่แหละครับ ในขณะที่สตาร์เทร็ค เราล้ำหน้ามีอาวุธล้ำๆเพียบ แถมยานก็วาร์ปได้ดั่งใจหวัง ส่วนยานในเรื่องนี้ ถ้าไม่ได้หุ่นยนต์ช่วยคงไม่ต้องคิดจะวาร์ป อันนี้ต้องลองไปดูเอง เพราะมันคือคีย์หนึ่งของเรื่องเลยล่ะ

 

ซีรีส์ไซไฟจาก Netflix ที่ไม่ควรพลาด
ถือว่าเป็นไซไฟแนวอวกาศที่ทำออกมาได้ดีมากๆอันหนึ่งครับ ผมเป็นคนที่ชอบดูไซไฟ​ โดยเฉพาะแนวอวกาศ และเรื่องนี้ดึงความสนใจผมได้ตลอดจนจบ ใครเป็นแฟนไซไฟ เป็นอีกเรื่องที่ควรดูนะครับ ถ้าเป็นได้ดูแบบ 4K HDR จะฟินมากกับความชัดและเอฟเฟคต่างๆ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

Miracle In Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7)

เมื่อปี ค.ศ.2013 มีหนังเกาหลีใต้ที่สร้างปรากฎการณ์ในประเทศเพราะเปลี่ยนเป็นหนังทำเงินเกิดคาดคิด เรื่องราวปาฏิหาริย์ระหว่างพ่อสติไม่สมประกอบที่ติดคุก กลับได้พบกับบุตรสาววัยน่ารักอีกรอบ ใน Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ผลงานของผู้กำกับ อีฮวานกยอง ซึ่งผสมผสานทั้งหนังเมโลดราม่าเรียกน้ำตา กับหนังตลก และหนังคนคุกขึ้นโรงขึ้นศาล ปะปนกับกลิ่นอายแฟนตาซี และศาสนาคริสต์ในบางฉาก ซึ่งส่งผลให้มีคนดูตีตั๋วหนังชมหนังเรื่องนี้กว่า 12 ล้านใบ ทำเงินในประเทศ 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์ก้ำกึ่ง แต่ก็ได้รับการเสนอชื่อและกวาดรางวัลไปไม่น้อยเช่นกัน และด้วยความที่มันเป็นทุนสร้างไม่สูง ไม่มีดาราดัง ทำให้ในบรรดาสิบชั้นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของเกาหลีใต้ มันเป็นหนังที่ทำกำไรสูงที่สุด

 Yedinci Kogustaki Mucize (2019) on IMDb
N/A/10

ตัวอย่าง Miracle in Cell No.7 ฉบับตุรกี

ความนิยมของหนังเรื่องนี้ยังทำให้มันถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมคในหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย, ฟิลิปปินส์ และปัจจุบันคืออินโดนีเซียซึ่งมีกำหนดฉายในปีนี้ แต่ในปี 2019 ที่ผ่านมาเองก็มีฉบับของประเทศตุรกีซึ่งเป็นหนังที่เราจะนำมาเขียนถึงนี้

ฉบับของประเทศตุรกีใช้ชื่อเดียวกันกับของเกาหลี ภายใต้ชื่อภาษาเตอร์กิซว่า 7. Koğuştaki Mucize ผลงานกำกับของ เมเม็ด อดา ออสเตกิน (ซีรี่ส์โทรทัศน์ Tek Yürek ปี 2019) ซึ่งก็แปลงเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปีที่แล้วของประเทศ ทำรายได้เฉพาะในตุรกีกว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รีวิว Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ฉบับตุรกีที่ต่างจากเกาหลีใต้ 1เรื่องราวความผูกพันระหว่าง เมโม (Aras Bulut İynemli ดาราชายชื่อดังของตุรกี) พ่อพิการทางสมองกับ โอวา(Nisa Sofiya Aksongur) ที่อุบัติเหตุการเสียชีวิตของบุตรสาวพันโท ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง ทำให้เขาถูกจับยัดข้อหา และพิพากษาให้มีโทษประหารชีวิต หากการไปอยู่ห้องขังหมายเลข 7 ความบริสุทธิ์ของเมโมที่ถูกมองอย่างน่ารำคาญ ก็ทำให้ผู้นำนักโทษในนั้นเริ่มลดอคติ ต่อมาเมื่อเมโมยังได้ช่วยชีวิตตนเองจากการลอบรังควาน ทำให้เขาหาทางให้โอวามาพบกับผู้เป็นพ่อในเรือนจำได้สำเร็จ

รีวิว Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ฉบับตุรกีที่ต่างจากเกาหลีใต้ 2แม้จะเป็นการรีเมค แต่ก็ต้องพูดได้ว่ามันมีลีลาและสไตล์การเล่าเรื่องที่ต่างไปจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ต้นฉบับถูกเล่าด้วยลีลาเมโลดราม่าสลับกับฉากตลก ผู้แสดงและวิธีการแสดงถูกออกแบบมาให้ขำกันจริงจัง ฉบับตุรกีกลับเล่าเรื่องด้วยการเร้าอารมณ์แบบหนังดราม่า ปูมหลังเกิดขึ้นในช่วงอดีตที่นานกว่าต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายอย่าง จนแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการหยิบยืมพล็อต และเรื่องราวของตัวละครหลักจากหนังเรื่องเดิมมาใช้เสียมากกว่า

รีวิว Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ฉบับตุรกีที่ต่างจากเกาหลีใต้ 3ต้นฉบับนั้นแม้จะทำเงินมหาศาล มีทั้งคนที่ซาบซึ้งเสียน้ำตา รวมทั้งคอหนังเกาหลีบ้านเรา แต่กับผู้เขียนเองมองว่ามีจุดด้อย และความไม่สมเหตุสมผลมากพอสมควร ตัวหนังเองโดดเด่นในพล็อตแบบที่เป็นส่วนผสมของหนังดังๆ แบบ Forrest Gump กับ Shawshank Redemption แต่เล่าแบบหนังตลกเกาหลี หากปัญหาของหนังคือรายละเอียดการเล่าสะเปะสะปะ เต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล บุตรสาวตัวเอกมีโอกาสเผ่านาในคุกมากเกินกว่าหนึ่งครั้งด้วยสารพัดวิธีอย่างไม่น่าเชื่อ มีความพยายามหนีออกจากคุกแบบเพ้อฝันถึงขั้นสร้างบอลลูนให้ลอยหนีออกไปแต่ไม่สำเร็จ

รีวิว Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ฉบับตุรกีที่ต่างจากเกาหลีใต้ 4ฉบับตุรกีแม้จะเล่าไม่สนุกเท่า แต่ก็นับเป็นงานดราม่าที่เรียบง่ายแต่สวยงามกว่าผ่านการแสดงที่สะท้อนความรักของพ่อและบุตรสาวตัวเล็กได้โดยไม่ต้องฟูมฟาย ปรับจากกลิ่นอายของศาสนาคริสต์ เป็นอิสลาม จากเหตุการณ์ในเมืองแปลงเป็นชนบท ที่ถ่ายบรรยากาศภูมิประเทศอันโดดเด่นของตุรกี เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจจับตัวเอกเข้าคุกจากนายตำรวจยศสูงเป็นนายทหารยุคที่ประเทศอยู่ใต้การปกครองแบบเผด็จการ และมีเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดราวทศวรรษที่ 1960s โดยมีมุขตลกสอดแทรกไม่มาก

นอกจากนี้ยังมีฉากการเสียชีวิต และการซ้อมนักโทษที่ดูสมจริงและร้ายแรงกว่า โดยยังได้เพิ่มรายละเอียดครอบครัวของตัวเอกให้มียายคอยดูแลโอวาให้ดูสมเหตุสมผลขึ้น กินเวลาที่เกิดขึ้นในคุกน้อยกว่า ไม่มีฉากขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่มีการตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันมากเหมือนต้นฉบับ และตัวละครนักโทษคนอื่นในเรื่องจะมีหน้าที่จนเปลี่ยนแปลงตอนจบต่างจากแบบเดิมของเกาหลีใต้อีกด้วย

รีวิว Miracle in Cell No.7 (ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7) ฉบับตุรกีที่ต่างจากเกาหลีใต้ 5พูดได้ว่าด้วยกลวิธีดังที่กล่าวถึงแล้วอาจจะถูกใจคอหนังดราม่าของยุโรป มากกว่าสไตล์การเล่าที่มีสีสันแบบเอเชียจากต้นฉบับ ฉบับตุรกีนั้นยังดูมีเหตุมีผลกว่าเพราะเหตุว่าตัดเหตุการณ์บางสิ่งที่ดูไม่สมจริงออกไปค่อนข้างมาก

หากทั้งสองฉบับก็ยังคงสะท้อนสาระเดียวกันนั่นคือปัญหาความไม่ยุติธรรมในประเทศ ที่การใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งการแบบผิดๆ จากคนที่มีตำแหน่งมารังแกคนตัวเล็กๆ ไม่มีทางสู้ให้เปลี่ยนเป็นแพะรับบาปไปนั่นเอง

Home On The Range (2004)

Home on the Range เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลคอมเมดี้ของอเมริกาปี 2004 ที่ผลิตโดย Walt Disney Feature Animation และเผยแพร่โดย Walt Disney Pictures ภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์เรื่องที่ 45 ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น 2 มิติเรื่องสุดท้ายของดิสนีย์ที่ออกฉายจนถึง The Princess and the Frog ในปี 2009 ตั้งชื่อตามเพลงคันทรียอดนิยมที่มีชื่อเดียวกัน Home on the Range นำเสนอเสียงของ Roseanne Barr, Judi Dench, Jennifer Tilly, Cuba Gooding Jr. , Randy Quaid และ Steve Buscemi ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดทำขึ้นใน Old West และมุ่งเน้นไปที่โคนมสามตัวที่ไม่ตรงกัน – แม็กกี้ผู้กล้าหาญและชอบผจญภัย พริมนางคาโลเวย์เหมาะสม; และเป็นสุขโชคดีที่โชคดี วัวทั้งสามจำเป็นต้องจับวัวควายที่น่าอับอายชื่อ Alameda Slim เพื่อให้เป็นค่าหัวเพื่อให้ช่วยฟาร์มอันงดงามของพวกเขาจากการยึดฆ่าิมทรัพย์ ผู้ช่วยพวกเขาในการแสวงหาคือ Lucky Jack กระต่ายที่มีเขี้ยวลากขาและม้าผู้เห็นแก่ตัวชื่อบั๊กทำงานอย่างกระตือรือร้นในการรับใช้ Rico นักล่าเงินรางวัลผู้ชื่อดังที่แสวงหาความรุ่งโรจน์ให้กับตัวเอง

 

Home on the Range เปิดตัวตอนวันที่ 2 เมษายน 2547 ได้รับการวิจารณ์จากนักวิจารณ์และทำรายได้ 145.5 ล้านดอลลาร์ในบ็อกซ์ออฟฟิศ

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2432 แม็กกี้เป็นวัวเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในฟาร์มดิ๊กสันหลังจากอลาเมดาสลิม (ผู้เลี้ยงวัวควายที่ต้องการสามารถขโมยวัว 5,000 ตัวในคืนเดียว) ขโมยวัวที่เหลือทั้งหมดของมิสเตอร์ดิกสัน Dixon ขาย Maggie ให้กับ Pearl Gesner หญิงชราผู้ใจดีที่ทำฟาร์มเล็ก ๆ ชื่อ Patch of Heaven นายอำเภอท้องถิ่นมาบอกเพิร์ลว่าธนาคารของคุณกำลังปราบปรามลูกหนี้ เพิร์ลมีเวลาสามวันในการจ่ายเงินให้ธนาคาร 750 ดอลลาร์มิฉะนั้นฟาร์มของคุณจะถูกขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุด เมื่อได้ยินเช่นนี้แม็กกี้ก็ปลอบวัวตัวอื่น ๆ ในฟาร์ม (เกรซตัวละครที่สุขสบายและนางคาโลเวย์ซึ่งมีความเป็นผู้นำไปที่หัวของคุณ) เพื่อให้ไปที่เมืองเพื่อให้รับเงินรางวัลในงาน ในขณะที่วัวอยู่ในเมืองนักล่าเงินรางวัลชื่อ Rico (ผู้ซึ่งบัคม้าของนายอำเภอแสดงความเคารพนับถือ) ไล่อาชญากรและเก็บรวบรวมรางวัล โดยบอกว่าเขาต้องการม้าทดแทนเพื่อให้ไล่ตามอลาเมดาสลิมในขณะที่ม้าของตนพักอยู่เขาพาบัคไป เมื่อแม็กกี้พบว่ารางวัลสำหรับการจับสลิมคือ 750 ดอลลาร์คุณจึงโน้มน้าวให้