koy

Home On The Range (2004)

Home on the Range เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลคอมเมดี้ของอเมริกาปี 2004 ที่ผลิตโดย Walt Disney Feature Animation และเผยแพร่โดย Walt Disney Pictures ภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์เรื่องที่ 45 ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น 2 มิติเรื่องสุดท้ายของดิสนีย์ที่ออกฉายจนถึง The Princess and the Frog ในปี 2009 ตั้งชื่อตามเพลงคันทรียอดนิยมที่มีชื่อเดียวกัน Home on the Range นำเสนอเสียงของ Roseanne Barr, Judi Dench, Jennifer Tilly, Cuba Gooding Jr. , Randy Quaid และ Steve Buscemi ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดทำขึ้นใน Old West และมุ่งเน้นไปที่โคนมสามตัวที่ไม่ตรงกัน – แม็กกี้ผู้กล้าหาญและชอบผจญภัย พริมนางคาโลเวย์เหมาะสม; และเป็นสุขโชคดีที่โชคดี วัวทั้งสามจำเป็นต้องจับวัวควายที่น่าอับอายชื่อ Alameda Slim เพื่อให้เป็นค่าหัวเพื่อให้ช่วยฟาร์มอันงดงามของพวกเขาจากการยึดฆ่าิมทรัพย์ ผู้ช่วยพวกเขาในการแสวงหาคือ Lucky Jack กระต่ายที่มีเขี้ยวลากขาและม้าผู้เห็นแก่ตัวชื่อบั๊กทำงานอย่างกระตือรือร้นในการรับใช้ Rico นักล่าเงินรางวัลผู้ชื่อดังที่แสวงหาความรุ่งโรจน์ให้กับตัวเอง

 

Home on the Range เปิดตัวตอนวันที่ 2 เมษายน 2547 ได้รับการวิจารณ์จากนักวิจารณ์และทำรายได้ 145.5 ล้านดอลลาร์ในบ็อกซ์ออฟฟิศ

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2432 แม็กกี้เป็นวัวเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในฟาร์มดิ๊กสันหลังจากอลาเมดาสลิม (ผู้เลี้ยงวัวควายที่ต้องการสามารถขโมยวัว 5,000 ตัวในคืนเดียว) ขโมยวัวที่เหลือทั้งหมดของมิสเตอร์ดิกสัน Dixon ขาย Maggie ให้กับ Pearl Gesner หญิงชราผู้ใจดีที่ทำฟาร์มเล็ก ๆ ชื่อ Patch of Heaven นายอำเภอท้องถิ่นมาบอกเพิร์ลว่าธนาคารของคุณกำลังปราบปรามลูกหนี้ เพิร์ลมีเวลาสามวันในการจ่ายเงินให้ธนาคาร 750 ดอลลาร์มิฉะนั้นฟาร์มของคุณจะถูกขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุด เมื่อได้ยินเช่นนี้แม็กกี้ก็ปลอบวัวตัวอื่น ๆ ในฟาร์ม (เกรซตัวละครที่สุขสบายและนางคาโลเวย์ซึ่งมีความเป็นผู้นำไปที่หัวของคุณ) เพื่อให้ไปที่เมืองเพื่อให้รับเงินรางวัลในงาน ในขณะที่วัวอยู่ในเมืองนักล่าเงินรางวัลชื่อ Rico (ผู้ซึ่งบัคม้าของนายอำเภอแสดงความเคารพนับถือ) ไล่อาชญากรและเก็บรวบรวมรางวัล โดยบอกว่าเขาต้องการม้าทดแทนเพื่อให้ไล่ตามอลาเมดาสลิมในขณะที่ม้าของตนพักอยู่เขาพาบัคไป เมื่อแม็กกี้พบว่ารางวัลสำหรับการจับสลิมคือ 750 ดอลลาร์คุณจึงโน้มน้าวให้

เรื่อง มือปืนดาว/พระ/เสาร์ ภาคต่อ3

ให้สุดทาง ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ในหนังไทยช่วงยุคหลังนี้ นั่นทำให้แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ “แซ่บ”เหมือนหนังยุคแรกๆ ของเขาแต่ก็ถือว่าเป็นหนังในหนังที่ดีที่สุดของเขาในช่วงหลังนับตั้งแต่บุปผาราตรีเป็นต้นมาหากว่าเราจะถือว่ามือปืนดาวพระเสาร์เป็นภาคต่อของ “มือปืนโลก/พระ/จัน” หนังเรื่องแรกของยุทธเลิศแล้ว คงต้องบอกว่าภาคต่อตอนนี้ไม่ได้เป็นการกลับไปหารากเหง้าดั้งเดิมของเขา แต่เหมือนเป็นการเอารากฐานความสำเร็จเดิมๆ มาแผ้วถางทางใหม่ให้เขามากกว่า แต่ถึงกระนั้น เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในหนังของยุทธเลิศยังคงอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายุทธเลิศถือเป็นผู้กำกับหนังที่มีลายเซ็นชัดเจนมากคนหนึ่ง และเอกลักษณ์ที่เราสามารถพบได้ในหนังของเขาคือ “ความสนุกบนความลักลั่นไม่พอดีของหนัง” ประหนึ่งเพลงแจ๊สที่อาศัยการอิมโพรไวส์มากกว่าเพลงคลาสสิคที่มีการจัดวางองค์ประกอบไว้ชัดเจน หากโลกนี้มีผู้กำกับอย่างยาสึจิโร่ โอสุหรือสแตนลีย์ คิวบริกที่องค์ประกอบทุกอย่างในหนังต้องถูกเซ็ทขึ้นมาอย่างพอดีเป๊ะๆ ในขณะเดียวกันก็มีผู้กำกับอีกขั้วนึงอย่างพจน์ อานนท์หรือยุทธเลิศ สิปปภาคที่ทำหนังแบบใส่ทุกอย่างที่คิดว่ามันลงมาโดยไม่คำนึงถึงความพอดีหรือความบริบูรณ์แบบ จนอาจทำให้คนที่รักในหนังดีแบบมาตรฐานทั่วไปเกิดความไม่สบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หนังของเขามีชีวิตชีวาถึงขีดสุด หนังเกือบทุกเรื่องของเขามีการเสียดสีสภาพการณ์บ้านเมืองในช่วงที่หนังมีการสร้างจนทำให้หนังยุทธเลิศมีสถานะเป็นเหมือนจดหมายเหตุเมืองไทยในช่วงนั้นอยู่กลายๆ (เหมือนที่หนังบุปผาราตรีเคยเสียดสี “นักเขียนฉลาดและแฟนของเขา” หรือโกยเถอะเกย์ที่เสียดสีเรื่อง “กู้ชาติ” มาแล้ว)เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยสิ่งผิดฝาผิดตัว ทั้งใจความสำคัญที่ขนานกันไปตลอดเรื่องอย่างความเป็นชาย – ประชาธิปไตย (นกเขาไม่ขัน-ประชาธิปไตยไม่แข็ง?) การให้เสียงพากย์โดยพันธมิตร การตั้งชื่อตอนแบบงงๆ เหมือนไม่อยากให้ใครจำได้ ซึ่งการอิมโพรไวส์พวกนี้ มีความเสี่ยงต่อการทำให้หนังออกมาเลอะเทอะได้ แบบที่