ฮวาจองสงครามชิงบัลลังก์ (Hwajung)

"ฮวาจองสงครามชิงบัลลังก์" (Hwajung) นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกลเกมทางการเมืองในยุคโชซอนที่มีอำนาจและราชบัลลังก์เป็นพนัน โดยคำว่า "ฮวาจอง" ย่อมาจาก "ฮวารยอฮัน จองชี" (ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า "Splendid Politics" หรือ "ยอดเกมการเมือง" อันเป็นความหมายในเชิงเสียดสี) เนื้อหาในละครนำเสนอเหตุการณ์ช่วงวิกฤติที่สุดของบ้านเมือง โดยไล่เรียงตั้งแต่ปลายรัชสมัย "พระเจ้าซอนโจ" (พระราชาองค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์โชซอน) ไปจนถึงรัชสมัย "พระเจ้าฮโยจง" (พระราชาองค์ที่ 17 แห่งราชวงศ์โชซอน) แต่หลักใหญ่ใจความอยู่ที่รัชสมัย "ควางแฮกุน" (องค์ชายควางแฮ)  (พระราชาองค์ที่ 15 แห่งราชวงศ์โชซอน ทรงเป็นหนึ่งในสองพระราชาแห่งราชวงศ์โชซอนที่ถูกยึดอำนาจและโดนขับออกจากราชบัลลังก์ โดยพระราชาองค์แรกที่ถูกยึดอำนาจคือ "ยอนซานกุน")

เนื้อหาในละครเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1608 (พ.ศ. 2151) หรือสิบปีหลังสิ้นสุดสงครามอิมจิน (อีกชื่อหนึ่งคือ "สงครามเจ็ดปี" เป็นเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลีระหว่างปี ค.ศ. 1592-1598) ทหารโชซอนสองนายเกิดหลงทางกลางป่าแล้วพบซากศพชายผมขาวคนหนึ่งภายในถ้ำโดยบังเอิญ (สภาพศพมีลักษณะแห้ง ไม่เน่าเปื่อย เหมือนสิ้นใจตายขณะกำลังนั่งอ่านหนังสือ) ทั้งคู่จึงนำศพกลับไปยังค่ายพักแรมของคณะทูตและทหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้พรมแดนต้าหมิง

"ลี ต็อกฮยอง" (นามปากกา "ฮันอึม") ซึ่งเป็นทูตที่ถูกส่งไปต้าหมิงและอยู่ในระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง มองทหาร (ม้าเร็ว) เตรียมนำพระราชสาส์นจากต้าหมิงไปทูลถวายพระเจ้าซอนโจด้วยสีหน้าเป็นกลุ้มใจ เมื่อคู่ซี้ "ลี ฮังบก" (นามปากกา "โอซอง") เห็นดังนั้นจึงปลอบว่าทูตอย่างพวกตนหมดหน้าที่และไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของพวกตน ต็อกฮยองเกรงว่าหากถอดใจแล้วไม่ทำอะไรสักอย่างอาจเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในวังหลวง ฮังบกชี้ว่าอย่าพึ่งจะเปลืองแรงคิดเพราะนี่เป็นเพียงแค่การเริ่ม จากนั้นก็ชวนต็อกฮยองมาดื่มเหล้าเย็นฉลองเทศกาลแทโบรึม (วันพระจันทร์เต็มดวงแรกของปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเกาหลี ซึ่งตรงกับเทศกาลโคมไฟของจีน) ตามความเชื่อที่ว่าถ้าดื่มเหล้าโดยไม่อุ่นในตอนเช้าของเทศกาลแทโบรึมจะทำให้ได้ยินแต่ข่าวดีตลอดทั้งปีและจะทำให้หู (ได้ยิน) ดีขึ้น ต็อกฮยองจึงอดเหน็บไม่ได้ว่าฝ่าบาทควรดื่มเหล้าชนิดนี้มากกว่าใคร ครั้นได้ยินทหารส่งเสียงเอะอะโวยวาย ต็อกฮยองจึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทหารยามคนหนึ่งแถลงการณ์ว่านายทหารที่ออกลาดตระเวนเมื่อคืนเพิ่งจะกลับมาและมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นบางส่วน (ในตอนนั้นเหล่าทหารกำลังเปิดโลงออกดู)

"ควางแฮกุน" (รัชผู้สืบสกุล) ไปตรวจดูการบูรณะพระราชวังชางด็อกซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังถูกทัพญี่ปุ่นเผาทำลายในสงครามอิมจิน พอรู้ว่าอีกไม่นานท้องพระโรง (ซอนจองจอน) จะแล้วเสร็จควางแฮกุนก็รู้สึกโล่งใจ จากนั้นก็กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งบูรณะพระราชวังชางด็อกให้เสร็จบริบูรณ์โดยเร็วที่สุดเพราะฝ่าบาทกำลังตั้งตารอ แม้จะเร่งบูรณะแต่ควางแฮกุนอนุญาตให้คนงานกลับบ้านเร็วเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันฉลองเทศกาลแทโบรึม ทันใดนั้น ขันทีคนสนิทก็รีบมาทูลเชิญควางแฮกุนกลับวัง (พระราชวังชั่วคราวในชุงฮึงตงซึ่งถูกใช้เป็นที่ประทับหลังสงครามอิมจิน) ในเวลาเดียวกันนั้น ซังกุงพี่เลี้ยง "ชเวซังกุง" และพระมเหสี "อิมมก"  ต่างพากันร้อนใจเมื่อรู้ว่าอยู่ๆ องค์หญิงน้อย "ชองมยอง" (พระขนิษฐาต่างพระมารดาของควางแฮกุน) หายตัวไป เมื่อนางในคนหนึ่งกระซิบบอกว่าองค์หญิงน้อยแอบวิ่งไปที่ตำหนักพระเจ้าซอนโจหมายทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง ชเวซังกุงก็รู้สึกสะดุ้ง

หลัง "คิม แคชี" (คิมซังกุง) ชิมน้ำซุปแล้วรับรองว่าปลอดภัย นางในจึงตักใส่ถ้วยให้คุณยกถวายพระเจ้าซอนโจ หลังชิมได้คำเดียวพระเจ้าซอนโจก็กระแทกช้อนลงบนโต๊ะ ก่อนถามควางแฮกุนด้วยความไม่พอใจว่าไปคุมการบูรณะซ่อมแซมวังชางด็อกอีกแล้วหรือ พระองค์สงสัยว่าควางแฮกุนเร่งบูรณะวังดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเพราะคิดว่าอีกไม่นานจะได้ขึ้นครองบัลลังก์แทนตน ควางแฮกุนแย้งว่าตนทำเช่นนั้นเพราะคิดว่าพระบิดาทรงผูกพันกับวังชางด็อกมาก พระเจ้าซอนโจไม่เชื่อและดับฝันควางแฮกุนด้วยการสวนทันควันว่าคณะทูตนำราชสาส์นจากต้าหมิงมาส่งแล้ว พระองค์โยนราชสาส์นให้ควางแฮกุนดูเองกับตา พลางบอกว่าต้าหมิงไม่ยอมรับและไม่รับรองควางแฮกุนในฐานะองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งโชซอนอีกตามเคย ทั้งนี้เพราะควางแฮกุนมีมารดาเป็นพระสนม พระเจ้าซอนโจชี้ว่าตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ควางแฮกุนไม่เคยได้รับการยอมรับจากทางต้าหมิงแต่กลับทำตัวเป็นรัชผู้สืบสกุลซ้ำยังคิดครอบครองวังชางด็อก จากนั้นก็ประณามควางแฮกุนว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงและละโมบในราชบัลลังก์ ควางแฮกุนได้แต่ก้มหน้านิ่งด้วยความเจ็บปวดใจ

* "ควางแฮกุน" เป็นโอรสของ "พระเจ้าซอนโจ" ที่เกิดจากพระสนม ซ้ำยังเป็นโอรสองค์รอง จึงถูกมองว่าไม่ใช่ผู้สืบทอดลำดับต้นๆ และไม่คู่ควรกับราชบัลลังก์ (องค์ชายที่คู่ควรกับราชบัลลังก์ต้องเป็นโอรสของพระราชากับพระมเหสีซึ่งจะมีสถานะเป็น "แทกุน" ส่วนองค์ชายควางแฮเป็นเพียงโอรสของพระสนมจึงมีสถานะเป็น "กุน")

แต่แล้วสภาพการณ์ที่กำลังตึงเครียดกลับคลี่คลายลงเมื่อองค์หญิงชองมยองวิ่งเผ่านานั่งตักพระเจ้าซอนโจหมายทำตามประเพณีและความเชื่อในวันแทโบรึม (ของสามัญชน) ที่เรียกว่า "ทอวีพัลกี" (แปลตรงตัวคือ "ขายความร้อน")  พระเจ้าซอนโจหัวเราะชอบใจเมื่อพระธิดาองค์น้อยขอให้ช่วยซื้อความร้อน (ในฤดูร้อนของปีนี้) ไปจากตน เหล่าขันทีและนางในเห็นดังนั้นก็พลอยยิ้มตามด้วยความเอ็นดู

หมายเหตุ: "ทอวีพัลกี" หรือการขายความร้อน เป็นหนึ่งในความเชื่อและประเพณีในวันแทโบรึมที่มักทำหรือเล่นกันในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น (เชื่อว่าถ้าทำหลังพระอาทิตย์ขึ้นจะไม่ได้ผล)  กล่าวได้ว่าเป็นการโยนความร้อนและไอแดดแผดจ้าที่ตนจำเป็นที่จะต้องเผชิญในฤดูร้อนไปให้ผู้อื่นรับเคราะห์หรือเผชิญแทน โดยเชื่อว่าทำแล้วจะช่วยให้ตนเย็นสบายตลอดฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วิธีการก็คือ ถ้าเราเรียกชื่อ (หรือร้องเรียก) ใครในตอนเช้าแล้วเขาขานตอบ ให้ชิงพูดคำว่า "เนทอวี ซากา" (แปลตรงตัวว่า "ซื้อความร้อนของฉัน") เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่าข้างตรงผ่านซื้อความร้อนจากเราไปแล้ว อย่างไรก็ตามความเชื่อเรื่อง "ทอวีพัลกี"  มักไม่นำมาใช้กับคนในครอบครัวหรือคนที่อาวุโสกว่า แต่จะขายความร้อนในหมู่เพื่อให้นฝูงแล้วนำมาอวดว่าใครขายความร้อนได้มากกว่ากัน (คนรุ่นใหม่มักเล่นกันทางโทรศัพท์) 

สีหน้าท่าทางของพระเจ้าซอนโจเปลี่ยนไปในบัดดลเมื่อหันไปมองควางแฮกุน พระองค์ชี้ว่ามีเพียงธิดาองค์น้อยที่ทำให้ตนหัวเราะได้ องค์หญิงชองมยองพึ่งจะเห็นควางแฮกุนจึงร้องทักด้วยความดีงามใจและนั่นก็ทำให้ควางแฮกุนมีสีหน้าดีขึ้น พระมเหสีอิมมกเผ่านาตามองค์หญิงชองมยองและบังเอิญได้ยินพระธิดาเรียกควางแฮกุนว่า "โอราบอนี" (แปลว่า "พี่ชาย" (เสด็จพี่) – เป็นคำสุภาพที่ใช้ในสมัยโบราณ ปัจจุบันใช้คำว่า "โอปป้า")  จึงรีบตำหนิและบอกให้องค์หญิงน้อยเรียกควางแฮกุนว่า "เซจา" (องค์รัชผู้สืบสกุล) ครั้นเห็นราชสาส์นของต้าหมิงกองอยู่บนพื้นใกล้ๆ ควางแฮกุน พระมเหสีอิมมกก็เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังออกจากตำหนักพระเจ้าซอนโจ ควางแฮกุนได้ยินพระมเหสีตำหนิและขู่ว่าจะลงโทษองค์หญิงชองมยองที่ซุกซนและไม่เชื่อฟังจึงออกโรงปกป้องในฐานะพี่ชาย องค์หญิงน้อยได้ทีจึงทูลพระมารดาว่าแม้แต่ 'เสด็จพี่' ยังบอกว่าตนไม่ผิด ทำให้โดนพระมารดาตำหนิที่ใช้คำเรียกควางแฮกุนไม่เหมาะสม ควางแฮกุนออกตัวว่าตนเป็นคนบอกให้องค์หญิงเรียกเช่นนั้นเอง และชี้ว่าตนไม่เพียงเป็นรัชผู้สืบสกุล แต่ยังเป็นพี่ชายขององค์หญิงและแทกุนด้วย (แทกุนในที่นี้คือ "ยองชางแทกุน" (องค์ชายยองชาง) – พระอนุชาวัยแบเบาะขององค์หญิงชองมยอง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งของพระเจ้าซอนโจเพราะเป็นพระโอรสองค์แรกที่มีพระมารดาเป็นพระมเหสี) พระมเหสีมองหน้าควางแฮกุนอย่างครุ่นคิดก่อนขอบใจควางแฮกุนที่คิดเช่นนั้น ถึงกระนั้นก็ไม่วายแย้งอย่างสุภาพว่าในวังมีกฏกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม ครั้นพูดจบพระมเหสีก็เดินจากไปทันที

ควางแฮกุนทรุดตัวลงนั่งแล้วปลอบใจองค์หญิงน้อยว่าอย่าคิดมากเรื่องที่โดนพระมารดาตำหนิ ทั้งยังอนุญาตให้องค์หญิงเรียกตนว่า 'เสด็จพี่' เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังทำให้องค์หญิงดีใจมาก ขณะจะแยกย้ายกลับตำหนัก ควางแฮกุนเรียกชื่อองค์หญิง เมื่อองค์หญิงหันกลับมาหาแล้วขานตอบ ควางแฮกุนจึงกล่าวคำว่า "เนทอวี ซากา" พอรู้สึกตัวว่าหลงกลพระเชษฐา (พลาดท่าซื้อความร้อนของควางแฮกุน) องค์หญิงก็ถึงกับเซ็งและบ่นด้วยความรู้สึกเจ็บใจ ควางแฮกุนเห็นองค์หญิงน้อยบ่นอุบจึงหัวเราะร่วน เมื่อองค์หญิงชองมยองเดินจากไปแล้วสีหน้าของควางแฮกุนก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขณะหันกลับไปมองตำหนักของพระเจ้าซอนโจ

ขณะอยู่ภายในห้องเครื่อง คิมซังกุง (แคชี) กรอกยาบางสิ่งบางอย่างใส่ปาก นางในคนหนึ่งสังเกตเห็นคิมซังกุงทานยามาได้พักใหญ่จึงสงสัยว่าคิมซังกุงเครียดเรื่องสภาพการณ์ในวัง คุณได้ยินว่าตำแหน่งรัชผู้สืบสกุลของควางแฮกุนกำลังซวดเซจึงถามคิมซังกุงว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหม คิมซังกุงไม่ตอบและเดินหนีด้วยอาการไม่พอใจ จากนั้นก็ถามเหล่านางในว่าจัดแจงอาหารสำหรับงานเลี้ยงฉลองวันแทโบรึมใกล้เสร็จหรือยัง

เหล่าบรรดาเด็กผู้ชายพากันเล่นซนฉลองวันแทโบรึมกลางตลาด (ตามประเพณี) เป็นที่เอิกเกริก โดยแบ่งการละเล่นออกเป็นสองข้างนำโดยสองเพื่อให้นซี้ "ฮง จูวอน" กับ "คัง อินวู" ซึ่งต่างก็เป็นลูกขุนนางใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ แต่ละข้างจะมีขบวนแห่เกี้ยวซึ่งภายในมีหุ่นที่ทำมาจากฟางข้าว ทั้งสองข้างจำเป็นจะต้องปกป้องเกี้ยวของตน (ซึ่งมีธงปักอยู่) และต้องแย่งชิงธงของข้างตรงผ่านมาให้ได้ ขณะที่ทั้งสองข้างพยายามบุกเข้าไปชิงธงข้างตรงผ่านได้เกิดการปะทะกันเป็นที่ชุลมุนจนสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาวางขายเสียหายเยอะๆ เมื่อเจ้าหน้าที่จาก "ฮันซองบู" (หน่วยงานที่ดูแลเมืองหลวง ซึ่งก็คือ "ฮันยาง" หรือ "กรุงโซล" ในปัจจุบัน) และ "โพโดชอง" (สังกัดกรมกลาโหม เปรียบได้กับตำรวจในปัจจุบัน) มาถึง จึงช่วยกันควบคุมตัวเด็กๆ แต่สุดท้ายกลับพบว่าสองหัวโจกที่ถูกจับกุมต่างเป็นลูกผู้บังคับบัญชาของพวกตน